วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561


วิธีช่วยเหลือคน “สำลักอาหาร” ที่ถูกต้อง ทั้งกับตัวเอง ผู้ใหญ่ และเด็ก





Jurairat N.




บทคนจะโชคร้าย มันก็โชคร้ายขึ้นมาเสียอย่างนั้น โดยไม่มีลางบอกเหตุใดๆ ทั้งสิ้น ในชีวิตเราโอกาสที่จะเกิดเหตุ “สำลักอาหาร” จนอาหารติดคอ หายใจไม่ออกจนเสียชีวิตน่าจะน้อยมากๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย เพราะหากเกิดขึ้นมาจริงๆ แล้วเราช่วยไม่ทัน หรือช่วยอย่างไม่ถูกวิธี เราอาจจะต้องสูญเสียคนที่คุณรักไปตลอดกาลอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว


วิธีช่วยเหลือคน “สำลักอาหาร” ที่ถูกต้อง
ตัวเอง สำลักอาหาร
รวบรวมสติ พยายามหาน้ำมาดื่ม หากไม่มีให้พยายามยืดคอตรงๆ เพื่อเปิดหลอดอาหารให้กว้างขึ้น แล้วไอออกมาแรงๆ ให้อาหารกระเด็นออกมาจากคอให้ได้


กางนิ้วก้อยและนิ้วโป้งออกมาให้มืออยู่ในรูปร่างลักษณะคล้าย “เขาควาย” จากนั้นวางปลายนิ้วก้อยไว้บริเวณสะดือ ปลายนิ้วโป้งอยู่ใต้ลิ้นปี่ จากนั้นหดนิ้วทั้งสองลงในท่ากำมือธรรมดาๆ แล้วหันด้านเล็บของนิ้วโป้งเข้าหาตัว เอามืออีกข้างหนึ่งมากุมมือทับมือที่กำเอาไว้ แล้วค่อยๆ เริ่มกดกระทุ้งบริเวณท้องตรงนั้นพร้อมโค้งหลังลงเล็กน้อย เพื่อให้ร่างกายสำลักเอาอาหารออกมา


ช่วยคนอื่น สำลักอาหาร
ให้ผู้ที่มีอาการสำลักอาหารยืนขึ้น เราเข้าไปทางด้านหลัง


สอดเท้าวางอยู่ตรงกลางด้านหลังระหว่างเท้าทั้งสองข้างของผู้ป่วย เท้าอีกข้างหนึ่งวางตามหลังคอยส่งแรงตาม


หาตำแหน่งวางมือเหมือนเดิม กำมือชูเฉพาะนิ้วก้อนและนิ้วโป้ง ปลายนิ้วก้อยวางไว้บริเวณสะดือ ปลายนิ้วโป้งวางอยู่ใต้ราวนม หรือใต้ลิ้นปี่ หดนิ้วเข้า หันด้านหน้าเล็บของนิ้วโป้งเข้าหาตัว เอามืออีกข้างมากุม แล้วส่งแรงกดกระทุ้ง ดึง และดันลำตัวขึ้น



เด็กเล็ก สำลักอาหาร
สังเกตเห็นว่าเด็กอ้าปากร้อง แต่ไม่มีเสียงออกมา แสดงว่ามีบางสิ่งบางอย่างอุดกั้นทางเดินหายใจอยู่


หากเป็นเด็กเล็กมาก สามารถอุ้มในลักษณะนอนคว่ำ มือหนึ่งประคองคอจากด้านหน้า ใช้มืออีกข้างหนึ่งทุบเบาๆ ตรงกลางระหว่างสะบักหลังทั้งสองข้างประมาณ 5 ครั้ง


หากอาหารยังไม่ออก ให้ประคองเด็กกลับมานอนในท่านอนหงาย โดยค่อยๆ ประคองจากด้านท้ายทอยของเด็กก่อน จากนั้นเอามืออีกข้างชูนิ้วชี้และนิ้วกลาง กดลงไปบริเวณกึ่งกลางระหว่างอกของเด็ก และกดแรงๆ ราว 5 ครั้ง หากอาหารยังไม่ออกให้ทำสลับไปหาเรื่อยๆ



สำหรับเด็กอาจจะต้องกำชับ หรือสอนให้เด็กๆ รู้ว่าอะไรที่ไม่ควรทาน ไม่ควรเอาเข้าปาก และควรระมัดระวังไม่ทิ้งสิ่งของเล็กๆ ที่เด็กเอาเข้าปากได้เอาไว้รอบๆ ตัวเด็กโดยที่เราไม่อยู่คอยดูแลใกล้ๆ เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้



>> 9 วิธีช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินที่มักเข้าใจกันผิดๆ


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

รู้หรือไม่? “เอดส์” (AIDS) และ “เอชไอวี” (HIV) ต่างกันอย่างไร?





Jurairat N.




คิดว่านาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ยังไม่มียารักษาโรคได้อย่างแท้จริง มีเพียงยาต้านไวรัสที่ช่วยประคับประคองอาการของผู้ป่วยให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างแข็งแรงไปได้อีกหลายปี (หรือสิบปี) แต่ผู้ป่วยต้องมีวินัยในการทานยา และพบแพทย์ตามเวลาเท่านั้น แต่นอกจากชื่อโรคว่า “เอดส์” แล้วยังมีชื่อที่เราเรียกว่าเชื้อ “เอชไอวี” อีกชื่อหนึ่งด้วย สองคำนี้ต่างกันอย่างไร Sanook! Health เรามีคำตอบมาอธิบายให้เข้าใจกัน

ความหมายของ “เอชไอวี” (HIV)

เชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่จะเข้าไปกัดกินทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง


ความหมายของ “เอดส์” (AIDS)

เอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome - AIDS) คือกลุ่มอาการของการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนต่างๆ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกเชื้อเอชไอวีทำลาย จนไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายเหล่านี้ได้


ติดเชื้อเอชไอวี ≠ โรคเอดส์

หากผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ไม่จำเป็นจะต้องเป็นโรคเอดส์เสมอไป เพราะหากตรวจพบว่าติดเชื้อได้เร็วผ่านการตรวจเลือด สามารถรักษาได้ด้วยการทานยาต้านไวรัส เมื่อทำการรักษาแล้ว อาจไม่สามารถตรวจพบเชื้อเอชไอวีในร่างกายได้อีก เมื่อตรวจไม่เจอก็เท่ากับไม่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้

นอกจากนี้ หากผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีทำการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างถูกต้อง และต่อเนื่อง จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีอายุขัยยืนยาวเท่ากับผู้ที่ไม่มีเชื้อ และอาจไม่จำเป็นต้องทานยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต เพราะหากตรวจไม่พบเชื้ออีก ก็สามารถหยุดทานยาได้ แต่แพทย์อาจนัดพบเพื่อตรวจร่างกายเป็นระยะๆ

“เอชไอวี รู้เร็ว รักษาได้”



การติดต่อของเชื้อเอชไอวี จากคนสู่คน

เชื้อเอชไอวีสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น เลือดของผู้ป่วย ที่เข้าสู่ร่างกายอีกคนผ่านการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึมผ่านเข้าบาดแผลสดๆ การให้นมบุตรจากแม่ที่ติดเชื้อสู่ลูก เป็นต้น แต่โอกาสที่จะติดเชื้อก็ไม่ 100% เสมอไป

ส่วนการกอด จูบ (ในกรณีที่ไม่มีแผลในปาก หรือเป็นการจูบแลกลิ้น แลกน้ำลายกัน) ทานข้าวร่วมกัน จานเดียวกัน ใช้ช้อนส้อม แก้วหน้าร่วมกัน ใช้สบู่ แชมพู ยาสีฟันร่วมกัน ไอจามใส่กัน หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัย (ที่ยังอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน) ไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีได้




วิธีป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี
สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์


หากอยากมีบุตร ควรมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักของตัวเองเท่านั้น และอย่าลืมตรวจร่างกายเพื่อการวางแผนครอบครัวก่อน


ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ควรรักเดียวใจเดียว


ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น


หากพบว่าร่างกายติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยเร็วที่สุด ยิ่งเร็ว ยิ่งรักษาง่าย


หากเป็นผู้ติดเชื้อจากแม่ ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์ตั้งแต่เด็ก และมีวินัยในการรักษาอย่างเคร่งครัด


ไม่ควรหวังตรวจเลือดด้วยการบริจาคโลหิต เพราะเป็นการรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รอรับโลหิตเพื่อการรักษา


>> 8 สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อ HIV


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ดร. พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

"โนโมโฟเบีย" กับอาการติดมือถือ มันเป็นยังไงกันนะ?




สนับสนุนเนื้อหา


ลองมาทดสอบกันหน่อยดีกว่าว่าหลายๆ คนเคยมีแบบอาการแบบนี้กันบ้างรึเปล่านะ ? เมื่อไหร่ที่เราต้องอยู่ห่างโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ได้ใช้มือถือเป็นเวลานานๆ มักเกิดความกังวล หรือเกิดความเคยชินที่เมื่อว่างปุ๊บเป็นต้องหยิบขึ้นมากดนั่นกดนี่ ดูนั่นดูนี่ปั๊บ พอไม่ได้เล่นไม่ได้จับนานๆ ก็จะรู้สึกโหวงๆ เหงาๆ อยู่บ่อยๆ หรือหากตื่นนอนลืมตาขึ้นมา หรือก่อนจะหลับตาลงนอนจะต้องหยิบสมาร์ทโฟนคู่กายขึ้นมาเล่นก่อน พยายามทำให้มันกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ที่ร่างกายขาดไม่ได้จนกลายเป็นการเสพติด ประเภทที่ต้องถ่าย ต้องอัป ต้องแชร์ภาพถ่าย แคปชั่นให้ทุกสถานการณ์การณ์ ถึงขนาดที่ได้ยินเสียงเตือน แต่ไม่ได้หยิบขึ้นมาดูก็รู้สึกกระวนกระวายใจคล้ายจะลงแดง อาการแบบนี้ทางการแพทย์เขาเรียกว่า "โนโมโฟเบีย (Nomophobia)" ไม่แน่ คุณอาจจะกำลังเป็นโรคนี้อยู่อย่างไม่รู้ตัวก็ได้นะ


โนโมโฟเบีย (Nomophobia) คืออะไร ?

ชื่ออาการ โนโมโฟเบีย (Nomophobia) ย่อมาจากคำเต็มๆ ที่ว่า "no mobile phone phobia" โดยเป็นศัพท์ที่องค์การวิจัยของสหราชอาณาจักร หรือ YouGov ได้บัญญัติขึ้นเมื่อปี 2008 สำหรับใช้เรียกอาการที่เกิดจากความวิตก หรือความหวาดกลัวเมื่อต้องขาดโทรศัพท์มือถือเพื่อการติดต่อสื่อสาร และจัดให้อาการนี้อยู่ในหมวดของโรคจิตเวชที่อยู่ในกลุ่มวิตกกังวล

หากเราต้องอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีแม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือใช้งานอยู่แล้วแบตเตอรี่เกิดหมดซธอย่างนั้น แล้วทำให้เรารู้สึกกระวนกระวาย เกิดความหงุดหงิด ถ้าเป็นในลักษณะอย่างนี้เข้าแสดงว่าเราเข้าข่ายเป็นโนโมโฟเบียแล้วล่ะ ในบางรายเมื่อมีอาการแบบนี้สะสมมากๆ เข้า ก็จะเกิดอาการเครียด เหงื่อออก ตัวสั่น คลื่นไส้ ซึ่งอาการของแต่ละคนก็จะหนักเบาไม่เท่ากัน แต่อาการโนโมโฟเบียนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังพบได้ทั่วโลกจากการสำรวจ โดยมีจำนวนมากขึ้นเมื่อโลกของเราเข้าสู่ยุคดิจิตอลที่การใช้ชีวิตประจำวันเป็นได้อย่างรวดเร็วและง่ายขึ้น

อาการโนโมโฟเบียจะพบได้ในวัยรุ่น วัยทำงานมากกว่าวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากวัยรุ่นนั้นเป็นวัยที่มีเพื่อนมาก ชอบเที่ยว ชอบทำกิจกรรม ชอบเล่นเกม จึงทำให้ต้องคอยอัปเดตข่าวสารกันอยู่บ่อยๆ เมื่อไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องทำเป็นประจำก็จะมีอาการพะว้าพัวงกับการใช้โทรศัพท์ พบได้ในกลุ่มของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาจเป็นเพราะผู้หญิงนั้นมีนิสัยที่ชอบพูดคุยและสนใจสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมากกว่าผู้ชาย


พฤติกรรมที่ส่อว่าเข้าข่ายอาการโนโมโฟเบีย
หมกมุ่นอยู่กับการเช็กข้อความในโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดเวลา ชอบอัปเดตข่าวสารอยู่เป็นประจำ มักหยิบขึ้นมาดูบ่อยๆ ถึงจะไม่มีเรื่องด่วน


มักที่จะวางโทรศัพท์เอาไว้ใกล้ๆ ตัว และจะรู้สึกกังวลเมื่อต้องห่างมือถือ ส่วนใหญ่จะชอบพกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา


ช่วงเวลาตื่นนอนมักจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กข้อความทันที ก่อนจะนอนก็ต้องเล่นโทรศัพท์มือถือก่อนจะนอน


เมื่อเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์เข้ามา เราจะทิ้งภารกิจที่อยู่ตรงหน้าทั้งหมดเพื่อไปเช็กข้อความ ไม่งั้นจะรู้สึกลุกลี้ลุกลน กระวนกระวายใจ ไม่มีสมาธิ จำทำให้ไม่สามารถทำงานอย่างอื่นต่อได้


กลัวโทรศัพท์มือถือหาย ถึงแม้จะอยู่ในที่ปลอดภัยก็ตาม


ชอบเล่นโทรศัพท์มือถือในขณะที่ทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วยอยู่เป็นประจำ อาทิ ทานข้าว เข้าห้องน้ำ ขึ้นรถไฟฟ้า ขับรถ หรือระหว่างนั่งรอรถเมล์


ไม่เคยปิดโทรศัพท์มือถือเลยสักครั้ง


ใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนในโลกออนไลน์มากกว่าเพื่อนที่อยู่ตรงหน้าเสียอีก


หากวางมือถือไว้ผิดที่ หรือหาไม่เจอก็จะรู้สึกเป็นกังวลและกระวนกระวายมาก


เชื่อว่าคนเหล่านี้ต้องเคยตั้งใจที่จะไม่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นสัก 1 ชั่วโมง แต่ก็ทำไม่ได้ เป็นหยิบขึ้นมาเล่นทุกที


โนโมโฟเบีย กับความเสี่ยงที่จะเกิดอีกสารพัดโรค
อาการทางสายตา : ความผิดปกติจะขึ้นสะสมภายหลังที่เราต้องจ้อหน้าจอเล็กๆ เป็นเวลานาน ทำให้สายตาเกิดอาการล้า ตาแห้ง พอนานเข้าก็จะทำให้จอประสาทตาและวุ้นในตาเสื่อมได้


นิ้วล็อก : ความผิดปกติจะเกิดขึ้นเมื่อเราต้องใช้นิ้วจิ้ม กด หรือสไลด์หน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการนิ้วชา ปวดข้อมือ ไปจนถึงเอ็นข้อมืออักเสบ หากเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่านิ้วตัวแข็ง กำแล้วเหยียดออกไม่ได้ จะต้องรีบไปพบแพทย์โดยทันที


หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพ : ความผิดปกติจะเกิดขึ้นเมื่อนั่งผิดท่า หรือนั่งเกร็งเป็นเวลานานๆ เมื่อทำเป็นประจำก็จะติดเป็นนิสัย เมื่อหนักเข้าก็จะมีอาการปวดมากๆ เมื่อไปพบแพทย์ก็จะต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงวิธีเดียว


ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ : ความผิดปกติจะเกิดขึ้นก็เพราะคนส่วนเวลาที่เล่นโทรศัพท์มือถือมักจะก้มหน้าและค้อมตัวลง ทำให้คอ บ่า และไหล่เกิดอาการเกร็ง ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่สะดวก หากทำเช่นนี้นานๆ เข้าก็จะทำให้เกิดอาการปวดหัวตามมา


โรคอ้วน : ถึงแม้ว่าความผิดปกตินี้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ แต่หากเรามีอาการติดมือถือขนาดหนัก เราก็จะนั่งเล่นมันทั้งวันไม่ยอมลุกไปไหน หากเป็นอย่างนั้นร่างกายก็จะไม่เกิดการเผาผลาญ อาหารที่เราทานเข้าไปก็จะกลายเป็นไขมันไปสะสมส่วนต่างๆ ของร่างกาย คราวนี้ก็จะได้เป็นโรคอ้วนอย่างสมใจ

แก้ไขยังไงเมื่อเริ่มใกล้ติดมือถือ ?
หากรู้สึกเหงาๆ แนะนำว่าให้หาเพื่อนคุยแทนการเล่นโทรศัพท์ อาทิ เดินไปคุยกับคนในบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรืออาจนัดกับเพื่อนให้ออกมาเจอกัน อย่าเลือกที่จะอยู่กับโทรศัพท์มือถือ หรือเล่นอยู่ในโลกออนไลน์มากจนเกินไป


พยายามใช้โทรศัพท์มือถือเท่าที่จำเป็น แนะนำให้หากิจกรรมอื่นทำทดแทน เช่น ออกกำลังกายอ่านหนังสือ


ลองกำหนดให้ห้องนอนของตัวเองเป็นเขตปลอดโทรศัพท์มือถือ แล้วก็ต้องทำมันให้ได้ ถ้าทำเป็นประจำเราจะได้ไม่หยิบมือถือขึ้นมาเล่นทันที่ที่ตื่นนอน หรือหลับไปพร้อมกับมือถือที่เล่นก่อนนอน


ลองตั้งกฎว่าจะไม่จับมือถือในเวลาที่กำหนด อย่าง 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาห่างโทรศัพท์มือถือให้มากขึ้น


หากคิดว่าอาการติดมือถือเริ่มหนักขึ้นและไม่สามารถอยู่ห่างมันได้ ควรจะไปปรึกษากับจิตแพทย์ ซึ่งคนที่มีเป็นหนักมากๆ แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาแบบ Cognitive Behavior Therapy (CBT) ซึ่งได้รับความนิยมในผู้ป่วยที่มีอาการวิตกกังวลและมีอาการกลัวในระดับต่างๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและความเชื่อเฉพาะตัว ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิสระมากขึ้นเมื่อไม่มีมือถือ



หากมองแบบผิวเผินก็จะคงจะคิดกันว่าการติดโทรศัพท์มือถือนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ใครจะไปรู้ว่าอาการที่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ นี่แหละที่จะลายสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราได้ หากใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแบบไม่ระมัดระวัง ส่วนใครที่เข้าข่ายเป็น โนโมโฟเบีย แบบที่เรานำมาเนื้อหามาให้อ่านแล้วละก็ขอให้รีบเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกันซะตั้งแต่ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้การรักษาเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ไหนจะสุขภาพจิต ในจะอีกสารพัดโรคที่จะพาเหรดเข้ามาให้เราได้สัมผัส เชื่อสิว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

“ยุง” ชอบกัดคนประเภทไหน?





Jurairat N.




เคยนั่งอยู่ด้วยกันหลายคน แต่บางคนก็บ่นว่าโดนยุงกัดตลอด แต่อีกคนก็บอกว่าไม่เจอยุงกัดเลยไหมคะ? หากจะไปว่า ว่าคนๆ นั้นตัวเหม็น ไม่ได้อาบน้ำ อาจจะไม่จริงเสมอไป แต่ก็ไม่ถือว่าผิด 100% เพราะอะไรเราถึงบอกแบบนี้ จริงๆ แล้วยุงชอบกัดคนประเภทไหน มีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้ยุงกัดเราน้อยที่สุด มาดูกันค่ะ


“ยุง” ชอบกัดคนประเภทไหน?
คนที่เหงื่อออกมาก นอกจากกลิ่นเหงื่อแล้ว ยังมีเรื่องของอุณหภูมิบนผิวหนังที่พยายามคายความร้อนออกมาพร้อมกับเหงื่อ


คนที่มีอุณหภูมิที่ผิวหนังร้อนกว่าคนอื่น อาจไม่ได้หมายถึงคนที่ป่วยเป็นไข้เสมอไป


คนที่ออกกำลังกาย นอกจากจะมาทั้งเหงื่อชุ่มๆ แล้ว ยังมาพร้อมกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออกฉี่ๆ อีกต่างหาก หากออกกำลังกายตอนเย็นๆ ในสวนสาธารณะชื้นๆ ครึ้มๆ มีสิทธิ์โดนยุงตอมได้


ผิวเด็ก จะมีลักษณะ และกลิ่นที่ยุงบินเข้าหามากกว่าผิวหนังของผู้ใหญ่


ผู้หญิงมีสิทธิ์โดนยุงกัดมากกว่าผู้ชาย ด้วยเพราะฮอร์โมนที่แตกต่างกัน


คนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้มๆ มืดๆ หรือเสื้อผ้าลายขวางที่มีสีเข้มกับสีอ่อนตัดกันอย่างชัดเจน จะถูกยุงกัดมากกว่าคนใส่เสื้อผ้าสีสว่างๆ


คนที่มีเหงื่อออกเท้า หรือไม่ทำความสะอาดเท้า เพราะส่วนใหญ่ยุงชอบกัดขา มากกว่าแขน จากการตามกลิ่นเหงื่อของเท้า



วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนยุงกัด
ใช้ยากันยุง ไม่ว่าจะเป็นแบบฉีด พ่น ทา จุดควัน ปล่อยคลื่นรบกวน หรือไอระเหย สุดแล้วแต่จะหามาได้


เลือกสวมเสื้อผ้าสีสว่างๆ


อาบน้ำให้ร่างกายสะอาด ปราศจากเหงื่อ และความร้อนสะสมที่ผิวหนัง


หลีกเลี่ยงสถานที่ที่น่าจะมียุงชุม เช่น ที่ชื้นๆ มืดๆ ริมน้ำ ในป่า ข้างพงหญ้า หากจำเป็นจริงๆ นอกจากเสื้อผ้าสีสว่างแล้ว อาจสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หรือหาผ้าบางๆ มาคลุมตัวเพิ่ม


ติดมุ้ง ตาข่าย บานเกล็ด หรือมุ้งลวดที่หน้าต่างในบ้าน และอย่าเปิดประตูข้างไว้ในช่วงเย็นๆ หรือพลบค่ำให้ยุงเข้าบ้าน


ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงภายในบ้าน เช่น จานรองกระถางต้นไม้ ชาม กะละมังที่น้ำขังนอกบ้าน ตุ่มน้ำที่ไม่มีฝาปิด ชามข้าวสัตว์เลี้ยง แจกัน ฯลฯ



นอกจากยุงกัดจะทำให้เรามีแผลแสบๆ คันๆ ไปหลายวัน ยังเป็นสาเหตุของโรคติดต่อมากมาย (แตกต่างไปตามสายพันธุ์ของยุง) เช่น ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ มาลาเรีย เท้าช้าง หรือแม้กระทั่งไวรัสซิกาได้ เพราะฉะนั้นอย่ามองว่าเรื่องยุงกัดเป็นเรื่องขำๆ เดี๋ยวก็หายอีกต่อไป ระวังอย่าให้โดนยุงกัดจะดีกว่าค่ะ


ขอขอบคุณ

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า