วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561


ป่วยเป็น "พาร์กินสัน" ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสม




สนับสนุนเนื้อหา


ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหลายคน คงกังวลกับการออกกำลังกายว่า สามารถทำได้จริงหรือ จะทำให้อาการเลวร้ายลงไปได้หรือเปล่า ผู้ป่วย พาร์กินสัน ออกกำลังกาย ยังไงจึงจะเหมาะสม? ความจริงแล้ว การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อผู้ป่วยโรคนี้อย่างมาก ดังนั้น มาศึกษาวิธีการและข้อควรระวังต่อไปนี้ เพื่อการออกกำลังกายที่เหมาะสม
การออกกำลังกายสำคัญกับโรคพาร์กินสันอย่างไร

ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การที่ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกายอย่างเป็นประจำมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยลดอาการแข็งเกร็ง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยในการช่วยการเคลื่อนไหว ท่าทาง การทรงตัว และการเดิน นอกจากนี้การออกกำลังกาย ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ระบบการหายใจ และระบบสมอง ทั้งนี้ การออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป หรือการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มทักษะการเรียนรู้และความจำ ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน


การตอบสนองต่อการออกกำลังกายของผู้ป่วย

ถึงแม้การออกกำลังกายจะส่งผลดีต่อผู้ป่วยพาร์กินสันเป็นอย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง การตอบสนองต่อการออกกำลังกาย เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ที่อาจทำให้คนป่วยถอดใจไปเสียก่อน เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสัน มักจะมีการตอบสนองต่อการออกกำลังกายที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน ด้วยอาการของโรค ซึ่งเป็นความผิดปกติของการทำงานระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีปัญหาในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในขณะออกกำลังกายจึงมีปัญหาในการระบายความร้อน ไม่มีเหงื่อ นอกจากนี้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อาจทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว และใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวมาก จึงเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการใช้ออกซิเจนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของผู้ป่วยพาร์กินสันลดลง


ปัจจัยที่ส่งผลในการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน มีปัจจัยต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยทั่วสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ปัจจัยโดยตรง อย่างอาการแสดงของโรค เช่น อาการสั่นกระตุก และอาการเกร็งแข็ง และปัจจัยที่เกิดขึ้นจากความอ่อนล้า ความอดทนของสภาพร่างกายจากการออกกำลังกาย หรืออาการข้อติดที่เกิดจากการทำกิจกรรมน้อย


การออกกำลังกายที่เหมาะสม

ควรให้มีตารางการฝึกที่ต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งความถี่ในการฝึกต้องขึ้นอยู่กับตัวของผู้ป่วยเองด้วย โดยแนะนำให้จัดกิจกรรมออกกำลังกายแบบเป็นกลุ่ม เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักแยกตัวเองออกจากสังคม รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน ได้แก่

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก


การออกกำกายอย่างช้าๆ เช่น ไทชิ หรือ โยคะ


การออกกำลังกายเพื่อฝึกท่าต่างๆ ในการทำงาน


การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง


การฝึกเพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ


พยายามอย่าเคลื่อนตัวเร็ว

ยาอาจมีผลต่อโรคพาร์กินสัน

การรับประทานยาเพื่อรักษาอาการในผู้ป่วยพาร์กินสัน ร่วมกันการออกกำลังกาย อาจส่งผลให้อาการของโรคแย่ลง ดังนั้น ผู้ป่วยต้องหมั่นสังเกตอาการและปรึกษาคุณหมอที่รักษาเป็นประจำ
ยาที่เพิ่มพลาสม่าเลเวล จะส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นหัวใจ หรือทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ


กรณีการได้รับการเปลี่ยนยา ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เนื่องจากยังไม่ทราบผลกระทบของยาที่แน่ชัดเมื่อออกกำลังกาย

ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยพาร์กินสัน
ผู้ป่าวยบางรายอาจมีหัวใจเต้นช้าลงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่ถึงอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย


ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหัวใจเต้นเร็วอย่างมากขณะออกกำลังกายในช่วงที่ยามีประสิทธิภาพสูงสุด


ในการออกกำลังกายรูปแบบเดิมแต่มีการรับประทานยาที่มีผลต่อระดับพลาสม่าจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจได้ทุกวัน


รายที่มีการเปลี่ยนแปลงของอาการบ่อยๆ ให้มีการบันทึกค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการให้ออกซิเจน ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย เพื่อประมาณช่วงของการเปลี่ยนแปลงได้


กระจายน้ำหนักให้ลงเท้าทั้งสองข้างอย่างสมดุลกัน


หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องมีการถอยหลัง


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ศศวัต จันทนะ

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

งานวิจัยชี้ "ไม่ออกกำลังกาย" เสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยเบาหวาน-สูบบุหรี่




สนับสนุนเนื้อหา

เราทราบกันดีว่า การออกกำลังกายช่วยให้ชีวิตยืนยาวขึ้นได้ แต่งานวิจัยชิ้นใหม่จาก Cleveland Clinic ในสหรัฐฯ ไปไกลกว่านั้น โดยค้นพบว่า ‘การไม่ออกกำลังกาย’ อาจให้ผลร้ายมากกว่าการสูบบุหรี่ หรือเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจเสียอีก

การวิจัยเรื่องผลของการ “ไม่ออกกำลังกาย” จัดทำขึ้นโดยนักวิจัยที่โรงพยาบาล Cleveland Clinic ในรัฐโอไฮโอ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 122,000 คน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่มาใช้บริการลู่วิ่งออกกำลังกายที่โรงพยาบาลดังกล่าว ระหว่างปี ค.ศ. 1991 ถึง 2014

นักวิจัยได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยต่างๆ รวมทั้งอัตราและสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยบางส่วน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการออกกำลังกายของผู้ป่วยเหล่านั้น

โดยสิ่งที่ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้แตกต่างจากรายงานชิ้นอื่นๆ คือ นักวิจัยใช้ข้อมูลจริงจากการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายของกลุ่มตัวอย่างจริงๆ นั่นคือการให้วิ่งบนสายพานหรือลู่วิ่งเทรดมิลล์ ซึ่งไม่ใช่การให้กลุ่มตัวอย่างกรอกข้อมูลด้วยตัวเอง

ในผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในสารวาร JAMA Network Open เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายแพทย์วาเอล แจเบอร์ (Dr.Wael Jaber) ผู้ร่วมจัดทำรายงาน ระบุว่า “ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย หรือมีสภาพร่างกายที่ไม่ฟิต มีโอกาสเสียชีวิตเทียบเท่าหรือมากกว่าผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวานเสียอีก”


รายงานยังพบด้วยว่า ผู้ที่ขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือ ‘ไม่ฟิต’ มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยโรคไตถึง 2 เท่า และความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่สูบบุหรี่

และหากเทียบกับกลุ่มตัวอย่างที่ออกกำลังกายเป็นประจำมากที่สุดแล้ว พบว่า ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงกว่าถึง 5 เท่า

ที่สำคัญ ความเสี่ยงที่ว่านี้มิได้จำกัดอยู่กับอายุหรือเพศ นั่นหมายความว่า ทุกเพศทุกวัยสามารถได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายได้เท่าเทียมกัน

รายงานยังบอกด้วยว่า การออกกำลังกายในทุกระดับสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าหากออกกำลังกายหนักเกินไปอาจเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี

ด้านนายแพทย์จอร์แดน เม็ตซ์ล (Dr.Jordan Metzl) แห่งฝ่ายเวชศาสตร์การกีฬาของโรงพยาบาลแห่งนี้ ชี้ว่า “โรคเบาหวานและโรคหัวใจ ถือว่าเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายมากที่สุด ในแต่ละปีต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาสองโรคนี้เฉพาะในสหรัฐฯ สูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการกระตุ้นให้ผู้ป่วยและคนทั่วไปออกกำลังกายมากขึ้น จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้มหาศาล”

นักวิจัยระบุส่งท้ายว่า “การขาดการออกกำลังกายนั้น ควรถูกระบุว่าคล้ายอาการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องการใบสั่งยาจากแพทย์ ก็คือคำสั่งให้ไปออกกำลังกายนั้นเอง”


ขอขอบคุณ

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

ออกกำลังกายลด "คอเลสเตอรอล" แบบไหนได้ผลดีที่สุด




สนับสนุนเนื้อหา


ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่พึงปรารถนา สามารถลดลงได้ด้วยโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะสม โปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะสม ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เราสามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลดี (HDL cholesterol) ไปพร้อมกับลดระดับไตรกลีเซอไรด์ลงได้ จากการศึกษาของศาสตราจารย์โรเบิร์ต เอช เอคเคล ซึ่งเป็นแพทย์ ณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐฯ สิ่งที่เราควรทำคือ การลดไขมันและสร้างกล้ามเนื้อ และนี่คือรูปแบบการ ออกกำลังกายลดคอเลสเตอรอล ที่ดีที่สุด
ประเภทการออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์

งานวิจัยแนะนำว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ) ร่วมกับการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เป็นแผนการออกกำลังกายที่ดีที่สุด สำหรับใครก็ตามที่ปรารถนาจะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ การศึกษาในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และเป็นโรคอ้วน ในออสเตรเลียเมื่อปี 2012 เผยว่า การออกกำลังกายสองประเภทดังกล่าวในเวลาเดียวกัน สามารถช่วยลดน้ำหนัก ลดไขมัน และทำให้มีความแข็งแรงของหัวใจและปอดได้เป็นอย่างดี เมื่อออกกำลังกายแบบแอโรบิค หรือออกกำลังกายแบบมีแรงต้านเพียงอย่างเดียว ผลที่ได้มีนัยสำคัญน้อยกว่า


การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านสำหรับสุขภาพของหัวใจ

การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน ยังเรียกได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่ใช้พลัง การออกกำลังกายประเภทนี้ คุณต้องใช้เครื่องออกกำลังกาย ตุ้มน้ำหนัก ยางยืด หรือใช้น้ำหนักร่างกายของคุณเอง เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ การสร้างกล้ามเนื้อจะทำให้คุณสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญ และเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น แม้กระทั่งเมื่อคุณหยุดพัก ให้ออกกำลังกายแบบนี้อย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจของคุณ ในการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน คุณควรทำซ้ำให้มากขึ้น ไม่ใช่เพิ่มน้ำหนักให้มากขึ้น หากคุณเป็นมือใหม่ ให้เข้าคลาสที่มีผู้ฝึกสอนมืออาชีพ เพื่อให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ และได้รับประโยชน์สูงสุด


ปริมาณการออกกำลังกายที่จำเป็นต่อการลดคอเลสตอรอลอย่างได้ผล

ตามข้อมูลของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association: ASA) การออกกำลังกายแบบแอโรบิค ในระดับปานกลางถึงระดับสูง เป็นเวลา 40 นาที จำนวน 3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์ มีความเพียงพอในการทำให้ระดับคอเลสเตอรอลดีขึ้น และลดความดันโลหิต รวมทั้งความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองได้ สำหรับสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมนั้น แนะนำให้มีการออกกำลังกายปานกลางเป็นเวลา 150 นาที หรือการออกกำลังกายระดับสูงเป็นเวลา 75 นาทีต่อสัปดาห์ เราสามารถออกกำลังกายระดับปานกลางและระดับสูงร่วมกันได้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคในระดับปานกลาง ได้แก่
การเดินเร็ว (5 กม./ชั่วโมง หรือเร็วกว่า)


การปั่นจักรยาน (16 กม./ชั่วโมง หรือช้ากว่า)


การเล่นเทนนิส (คู่)


การทำสวน


การออกกำลังกายแบบแอโรบิคในระดับสูง ได้แก่
การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ หรือการวิ่ง


การว่ายน้ำ


การเล่นเทนนิส (เดี่ยว)


การเต้นแอโรบิค


การปั่นจักรยาน (16 กม./ชั่วโมง หรือเร็วกว่า)


การปีนเขา

เพื่อให้ทราบว่าแผนการออกกำลังกายอยู่ในระดับที่ได้ผลหรือไม่ ให้ลองทดสอบการพูด หากคุณยังคงสามารถพูดได้หลังจากการออกกำลังกาย แผนการออกกำลังกายของคุณจัดว่าเป็นระดับปานกลาง ในขณะเดียวกัน ในระหว่างการออกกำลังกายระดับสูงนั้น คุณจะจำเป็นต้องหยุดเพื่อหายใจหลังจากพูดได้สองสามคำ เพื่อวัดชีพจรของคุณเพื่อให้ทราบว่า คุณมีอัตราการเต้นของหัวใจตามเป้าหมายหรือไม่ ให้ใช้เครื่องมือหรือใช้นิ้วมือช่วย คุณจะได้อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด เมื่อลบอายุของคุณจาก 220 เป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจของคุณควรเป็นร้อยละ 50 ถึง 85 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดของคุณ


วิธีสร้างนิสัยการออกกำลังกายเพื่อลดคอเลสเตอรอล

ห้ามกระโดดไปยังลู่วิ่งในทันทีทันใด หากคุณมีนิสัยชอบอยู่กับที่ หรือมีความเสี่ยงของโรคหัวใจ ให้ขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อน เมื่อแพทย์ตกลงให้ออกกำลังกายได้ ให้เริ่มออกกำลังกาย ห้ามรอเวลาที่สมบูรณ์แบบ เพื่อเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกาย เนื่องจากไม่มีเวลาที่สมบูรณ์แบบ ให้ปฏิบัติตามโปรแกรมการออกกำลังกายและออกกำลังกายให้บ่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้


วิธีกระตุ้นการออกกำลังกาย

เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์มีดังต่อไปนี้
ตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง


รับความช่วยเหลือจากครอบครัวหรือเพื่อน นอกจากนี้ยังมีแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงผู้ออกกำลังกายเข้าด้วยกัน


ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ให้ออกกำลังกายในห้องส่วนตัวของคุณ เมื่อไม่สะดวกเดินทางไปที่ยิม


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ธีรวิทย์ บุญราศรี

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

วิธีออกกำลังกาย สำหรับผู้ป่วยโรค “หัวใจ”





Jurairat N.




ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจมีความเสี่ยงหลายอย่างในการออกกำลังกาย เพราะหัวใจที่ไม่แข็งแรงเต็มที่ 100% จึงอาจทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายในหลายๆ ประเภทได้ แต่อย่างไรก็ตามทางออกสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ เพื่อบรรเทาอาการของโรคให้ดียิ่งขึ้น แพทย์ยังลงความเห็นว่ายังสมควรที่จะต้องออกกำลังกายอยู่ เพียงแต่ต้องทำอย่างถูกวิธี


ข้อดีของการออกกำลังกาย

นพ.ณัฐพงศ์ วงศิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การออกกำลังกายช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจมีการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจ สามารถลดการเกิดโรคหัวใจชนิดต่างๆ เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคความดันโลหิตสูง และยังทำให้ลดอัตราการเจ็บหน้าอกของผู้ป่วยโรคหัวใจอีกด้วย ที่สำคัญการออกกำลังกายสามารถลดความอ้วน ลดระดับคอเลสเตอรอล เบาหวาน เพิ่มความกระฉับกระเฉง นำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ปรับปรุงรูปร่าง ช่วยให้หลับสบาย และลดภาวะเครียด


ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของหัวใจ

พญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของหัวใจนั้น สามารถทำได้ตามความเหมาะสมของวัยตนเอง ตามสภาพร่างกาย และสิ่งแวดล้อมที่ดี ในความแรงที่เพียงพอต่อการกระตุ้นการพัฒนาของร่างกายและหัวใจโดยไม่เสี่ยงอันตราย โดยอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดอยู่ที่ 60-80% และทำให้เป็นกิจวัตรประจำ


วิธีออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการของโรคหัวใจ
ปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนว่าเราสามารถออกกำลังกายแบบไหนได้บ้าง มีคำแนะนำ หรือคำเตือนอะไรก่อนการออกกำลังกายหรือไม่


ชวนคนรู้จักมาออกกำลังกายด้วย หรือออกกำลังกายภายใต้การดูแลของครูฝึก หรือเทรนเนอร์ เพราะหากมีอาการอะไรเกิดขึ้น จะได้มีคนอยู่ช่วยได้ทันท่วงที และอย่าลืมแจ้งผู้เกี่ยวข้องรอบตัวด้วยว่าคุณเป็นโรคหัวใจ


ก่อนเริ่มออกกำลังกาย ควรวอร์มร่างกายด้วยการทำท่ากายบริหารง่ายๆ ช้าๆ สลับท่าไปเรื่อยๆ ขยับทั้งขา แขน ข้อเท้า ข้อมือ หัวไหล่ คอ เอว ราว 5-10 นาที


การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็นการเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจ กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นถึงระดับที่มีชีพจร 60-80% อย่างน้อย 20 นาที


การยกน้ำหนัก ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เลือกน้ำหนักที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป โดยยกดัมเบล ขวดใส่น้ำ หรือใช้อุปกรณ์ในฟิตเนสก็ได้ โดยออกกำลังทั้งในส่วนของต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง ข้างเอว ข้างสะโพก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแต่ละคนไม่เท่ากัน ให้ลองทำเป็นเซ็ตๆ เซ็ตละ 10 ครั้ง ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น สลับเป็นส่วนๆ ไป อย่าหักโหม หากมีอาการหน้ามืด เจ็บหน้าอก วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเต้นรัวและแรงเกินไป หรือปวดกล้ามเนื้อให้หยุด แล้วหาที่นั่งพักทันที


กายบริหาร หรือโยคะ เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย การออกกำลังกายช้าๆ แบบกายบริหารช้าๆ หรือโยคะ เหมาะกับผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างช้าๆ กล้ามเนื้อไม่ฉีกขาด หรือเกิดอาการบาดเจ็บมากเหมือนการยกน้ำหนัก แต่อาจมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้เหมือนกันในระยะแรกๆ หากทำอย่างเป็นประจำ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจะค่อยๆ หายไป


เดินเร็ว หรือวิ่งเหยาะๆ วันละ 1-3 ชั่วโมง อย่าลืมเลือกรองเท้าที่รองรับการกระแทกได้ดีด้วย


เทนนิส ว่ายน้ำ ช่วยให้แขน และขาได้ใช้กล้ามเนื้อได้อย่างเต็มที่ กล้ามเนื้อหัวใจได้ทำงานเพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และทำให้การเคลื่อนไหวของผู้ป่วยดีขึ้น


รำกระบอง เป็นวิธีที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสันหลังได้ทำงานมากยิ่งขึ้น และยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นด้วย


หลังการออกกำลังกาย อย่าลืมคูลดาวน์ยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้ออีกครั้งด้วยการทำท่ากายบริหารช้าๆ เบาๆ 5-10 นาที




หากมีอายุน้อยกว่า 40 ปี ไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือความผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกหรือเป็นโรคหัวใจ สามารถออกกำลังกายแบบไม่หักโหมได้ทันที แต่หากมีความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย






ขอขอบคุณ

ข้อมูล :กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ :iStock


หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า