วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ป่วยเป็น "พาร์กินสัน" ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสม


ป่วยเป็น "พาร์กินสัน" ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสม




สนับสนุนเนื้อหา


ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหลายคน คงกังวลกับการออกกำลังกายว่า สามารถทำได้จริงหรือ จะทำให้อาการเลวร้ายลงไปได้หรือเปล่า ผู้ป่วย พาร์กินสัน ออกกำลังกาย ยังไงจึงจะเหมาะสม? ความจริงแล้ว การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อผู้ป่วยโรคนี้อย่างมาก ดังนั้น มาศึกษาวิธีการและข้อควรระวังต่อไปนี้ เพื่อการออกกำลังกายที่เหมาะสม
การออกกำลังกายสำคัญกับโรคพาร์กินสันอย่างไร

ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การที่ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกายอย่างเป็นประจำมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยลดอาการแข็งเกร็ง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยในการช่วยการเคลื่อนไหว ท่าทาง การทรงตัว และการเดิน นอกจากนี้การออกกำลังกาย ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ระบบการหายใจ และระบบสมอง ทั้งนี้ การออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป หรือการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มทักษะการเรียนรู้และความจำ ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน


การตอบสนองต่อการออกกำลังกายของผู้ป่วย

ถึงแม้การออกกำลังกายจะส่งผลดีต่อผู้ป่วยพาร์กินสันเป็นอย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง การตอบสนองต่อการออกกำลังกาย เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ที่อาจทำให้คนป่วยถอดใจไปเสียก่อน เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสัน มักจะมีการตอบสนองต่อการออกกำลังกายที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน ด้วยอาการของโรค ซึ่งเป็นความผิดปกติของการทำงานระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีปัญหาในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในขณะออกกำลังกายจึงมีปัญหาในการระบายความร้อน ไม่มีเหงื่อ นอกจากนี้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อาจทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว และใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวมาก จึงเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการใช้ออกซิเจนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของผู้ป่วยพาร์กินสันลดลง


ปัจจัยที่ส่งผลในการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน มีปัจจัยต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยทั่วสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ปัจจัยโดยตรง อย่างอาการแสดงของโรค เช่น อาการสั่นกระตุก และอาการเกร็งแข็ง และปัจจัยที่เกิดขึ้นจากความอ่อนล้า ความอดทนของสภาพร่างกายจากการออกกำลังกาย หรืออาการข้อติดที่เกิดจากการทำกิจกรรมน้อย


การออกกำลังกายที่เหมาะสม

ควรให้มีตารางการฝึกที่ต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งความถี่ในการฝึกต้องขึ้นอยู่กับตัวของผู้ป่วยเองด้วย โดยแนะนำให้จัดกิจกรรมออกกำลังกายแบบเป็นกลุ่ม เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักแยกตัวเองออกจากสังคม รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน ได้แก่

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก


การออกกำกายอย่างช้าๆ เช่น ไทชิ หรือ โยคะ


การออกกำลังกายเพื่อฝึกท่าต่างๆ ในการทำงาน


การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง


การฝึกเพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ


พยายามอย่าเคลื่อนตัวเร็ว

ยาอาจมีผลต่อโรคพาร์กินสัน

การรับประทานยาเพื่อรักษาอาการในผู้ป่วยพาร์กินสัน ร่วมกันการออกกำลังกาย อาจส่งผลให้อาการของโรคแย่ลง ดังนั้น ผู้ป่วยต้องหมั่นสังเกตอาการและปรึกษาคุณหมอที่รักษาเป็นประจำ
ยาที่เพิ่มพลาสม่าเลเวล จะส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นหัวใจ หรือทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ


กรณีการได้รับการเปลี่ยนยา ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เนื่องจากยังไม่ทราบผลกระทบของยาที่แน่ชัดเมื่อออกกำลังกาย

ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยพาร์กินสัน
ผู้ป่าวยบางรายอาจมีหัวใจเต้นช้าลงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่ถึงอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย


ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหัวใจเต้นเร็วอย่างมากขณะออกกำลังกายในช่วงที่ยามีประสิทธิภาพสูงสุด


ในการออกกำลังกายรูปแบบเดิมแต่มีการรับประทานยาที่มีผลต่อระดับพลาสม่าจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจได้ทุกวัน


รายที่มีการเปลี่ยนแปลงของอาการบ่อยๆ ให้มีการบันทึกค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการให้ออกซิเจน ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย เพื่อประมาณช่วงของการเปลี่ยนแปลงได้


กระจายน้ำหนักให้ลงเท้าทั้งสองข้างอย่างสมดุลกัน


หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องมีการถอยหลัง


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ศศวัต จันทนะ

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

10 สาเหตุ “ตาแดง” แบบไหนหายได้เอง แบบไหนอันตราย


10 สาเหตุ “ตาแดง” แบบไหนหายได้เอง แบบไหนอันตราย





Jurairat N.




เมื่อเรามีอาการตาแดงเกิดขึ้น แน่นอนว่า จะมีคำถามที่มากมายจากคนรอบข้าง เช่น “ไม่สบายหรือเปล่า” “เสียใจเรื่องอะไร” “เมื่อคืนเมาหนักเหรอ” แต่จริงๆ แล้ว อาการตาแดงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และบางครั้งก็เป็นอาการที่ที่บ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่สำคัญเช่นกัน

Andrew Holzman แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก TLC Laser Eye Center ในแมรี่แลนด์ บอกว่า อาการตาแดงนั้น อาจจะเกิดจาก 10 สาเหตุต่อไปนี้

โรคตาแดง เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตา อันมาจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มอาดิโนไวรัส ที่จะติดต่อได้โดยตรงผ่านการสัมผัสน้ำตาของผู้ป่วยมาที่นิ้ว แล้วมาสัมผัสที่ดวงตาของเรา ไม่มีการติดต่อกันทางการสบตา ทางการรับประทานอาหารด้วยกัน หรือแม้แต่ทางอากาศ โดยอาการของโรคตาแดงจะแสดงให้เห็นได้ภายใน 1 - 2 วัน มีระยะการติดต่อไปยังผู้อื่นประมาณ 14 วัน ติดต่อกันได้ง่ายทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่จะพบได้บ่อยในเด็กเล็กและเด็กวัยประถมศึกษา โรคตาแดง เป็นโรคที่ไม่มีความรุนแรง แต่หากปล่อยไว้นานเข้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มป่วย ก็อาจติดเชื้อแทรกซ้อนจนทำให้เกิดความพิการทางสายตาได้

ตาแดงเพราะตาแห้ง

เมื่อตาแห้ง ก็จะเกิดความระคายเคืองและมีการอักเสบได้ และการอักเสบนี่เอง ที่ทำให้ตาแดง ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเรามีอายุมากขึ้น คือประมาณ 50 ปีขึ้นไป ก็จะมีอาการตาแห้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากยังอยู่ในวัยเด็ก หรือวัยหนุ่มสาว แล้วมีอาการดังกล่าว อาจจะเป็นเพราะการจ้องมองจอคอมพิวเตอร์มากเกินไป ในขณะที่เราดูจอคอมพิวเตอร์นั้น เรามักจะไม่กระพริบตา และนั่นก็เป็นสาเหตุให้ตาแห้ง

นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่นร่วมได้อีกเช่น เคืองตา ปวดแสบปวดร้อน คันตา วิธีแก้ก็คือ ใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อให้ความชุ่มชื้น และลดการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุให้ตาแดง นอกจากนั้น เวลาดูจอคอมพิวเตอร์ ก็ให้กระพริบตาให้บ่อยขึ้น โดยใช้กฏ 20-20-20 นั่นคือ ในทุก ๆ 20 นาทีที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้หันไปมองอย่างอื่น ที่อยู่ห่างจากตัวเราออกไปประมาณ 20 ฟุต สัก 20 วินาที แต่หากทดลองวิธีที่แนะนำไปแล้ว อาการตาแดงยังไมดีขึ้น ก็ควรปรึกษาแพทย์



ตาแดงเพราะมีอาการแพ้อากาศ

บางคนมีอาการแพ้ต่างๆ เกิดขึ้นตามฤดูกาล ที่สภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมมีความเปลี่ยนแปลงไป เช่นแพ้ละอองเกสรดอกไม้ แพ้หญ้า อาการเหล่านี้ทำให้ตาบวม แดง อักเสบได้ นอกจากนี้เมื่อเรามีอาการแพ้ เรามักจะคันตา เป็นเหตุให้ต้องขยี้ตา ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้อักเสบ และแดงมากขึ้นไปอีก

นอกจากอาการคัน และเคืองตาแล้ว อาจจะมีน้ำตาไหลได้ด้วย วิธีแก้ก็คือ ใช้ของเย็นๆ ปิดด้วยตาไว้ประมาณ 15 นาที ทำวันละหลาย ๆ ครั้ง หรืออาจจะปรึกษาแพทย์ เพื่อหาทางควบคุมอาการแพ้ เพื่อรักษาที่ต้นเหตุ



ตาแดงเพราะการใช้ยาบางชนิด

ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีน (antihistamine)ไม่ใช้ยาชนิดเดียว ที่ทำให้เราเกิดอาการตาแห้ง ยังมียาอีกหลายชนิดที่มีผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด หรือแม้กระทั่งยาแก้ปวด พวก ibuprofen ยาพวกนี้ ทำให้ตาแห้ง และแดง เพราะมันไปลดการไหลเวียนของเลือดบริเวณเนื้อเยื่อรอบดวงตา วิธีแก้คือ การหยอดน้ำตาเทียม รวมทั้งอาจจะปรึกษาแพทย์ เพื่อลดผลข้างเคียงโดยปรับการใช้ยาบางอย่าง



ตาแดงเพราะนอนไม่พอ

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนดึก ก็ทำให้ตื่นขึ้นมาตาแดงในตอนเช้าได้ เพราะตาก็ต้องการการปิดพักผ่อน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมเช่นกัน กล้ามเนื้อดวงตา ก็ต้องการพัก หากไม่ได้พักอย่างเพียงพอ การโฟกัส ก็ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ วิธีการแก้ไขก็คือ ใช้น้ำตาเทียมช่วย และควรจัดเวลาสำหรับการนอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง


Advertisement



ตาแดงเพราะดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ก็ทำให้ตาแดง ไม่ใช่แค่ทำให้หน้าแดงเท่านั้น เพราะแอลกอฮอล์ ทำให้เส้นเลือดขยายตัว มีปริมาณเลือดไหลเวียนที่ดวงตามากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ปวดศีรษะ ร่างกายขับน้ำ คลื่นไส้ วิธีแก้ ต้องใช้ยาหยอดตาชนิด eye whitening drop จะช่วยลดอาการได้ ภายใน 15 นาที



ตาแดงเพราะสูบบุหรี่

การสูบบุหรื่ ก็ทำให้ตาแดง เพราะบุหรี่จะไปบีบเส้นเลือดในดวงตา นอกจากนี้ ยังอาจจะเกิดอาการตาแห้งได้ด้วย อาการดังกล่าวนี้ หากเป็นไปในระยะยาว อาจจะส่งผลถึงขั้นทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือตาบอดได้ วิธีแก้ก็คือ การเลิกบุหรี่ และพยายามอยู่ในที่ที่อากาศบริสุทธิ์



ตาแดงเพราะติดเชื้อ

โรคตาแดงของจริงแล้วล่ะทีนี้ โรคตาแดงเกิดอาการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่ดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง โรคตาแดงนี้ แพร่กระจายไปติดคนอื่นได้ง่ายมาก เมื่อติดก็จะเกิดอาการอักเสบ ตาบวม แดง และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ปวดแสบปวดร้อน น้ำตาไหล ตาปิด ไวต่อแสง โรคตาแดงหากเป็นแล้วต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นไวรัส ก็อาจจะให้พักผ่อน 2-3 สัปดาห์ ให้ยาหยดตาเพื่อลดอาการ และรอให้เชื้อไวรัสนั้นหายไปเอง หากเป็นแบคทีเรีย ก็จะต้องใช้ยาหยอดตาแอนตี้ไปโอติก เพื่อรักษาอาการ



ตาแดงเพราะว่ายน้ำ

น้ำทะล มีความเค็ม ซึ่งนำไปสู่อาการตาแดงได้ ส่วนน้ำในสระว่ายน้ำ ก็มีสารเคมีอย่างคลอรีน ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคืองและตาแดงได้เช่นกัน วิธีแก้คือ ให้ล้างตาด้วยน้ำเกลือสำหรับล้างตา หรือใช้น้ำตาเทียมหยอดตา จะช่วยบรรเทาอาการได้ ที่สำคัญ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ไม่ควรใส่ลงน้ำ



ตาแดงเพราะเส้นเลือดในตาแตก

อาการดังกล่าวนี้ อาจจะเกิดขึ้นเพราะไอบ่อย มีแรงกดที่ตา มีโรคบางอย่าง หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุ อาการแบบนี้ มักไม่ทำให้เจ็บปวด เพียงแต่จะรู้สึกหนักๆ ที่ตาเท่านั้น และแก้ไขไม่ได้ ต้องรอให้ค่อย ๆ หายไปเอง ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์



ตาแดงเพราะใช้น้ำยาหยอดตาประเภท eye whitening drops มากเกินไป

น้ำยาหยอดตาประเภทนี้ อาจทำให้ปัญหาตาแดงยิ่งแย่ลงไปอีกหากใข้ไม่เหมาะสม เพราะมันไปลดปริมาณเลือดที่เข้ามาหล่อเลี้ยงบริเวณดวงตา เมื่อหยอดตาแดงก็หายไป แต่เมื่อหยุด มันก็กลับมาใหม่ และอาจจะเกิดผลที่เรียกว่า rebound effect ทำให้ตายิ่งแดงมากขึ้นอีก ยาประเภทนี้ ไม่ควรใช้บ่อย หรือใช้เป็นประจำ หากนาน ๆ ใช้ทีก็จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียแต่อย่างใด


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :foxnews.com

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

10 ประโยชน์สุดเจ๋งของ “กะหล่ำปลี”


10 ประโยชน์สุดเจ๋งของ “กะหล่ำปลี”





Jurairat N.




หลายคนไม่ชอบทานผัก เพราะมีรสชาติขม ทานยาก แต่สำหรับ “กะหล่ำปลี” จะทานดิบเป็นกับแกล้มกับอาหารรสจัดๆ อย่างส้มตำ ลาบ น้ำตกแล้ว พอนำไปต้มเป็นแกงจืด ก็อร่อยแบบหวานๆ จนแทบจะหยุดไม่ได้เลยทีเดียว

ผักที่หาทานง่าย ราคาย่อมเยาแบบกะหล่ำปลีนี้ มีประโยชน์อะไรบ้าง มาดูกันค่ะ


ช่วยลดน้ำหนัก และคอเลสเตอรอลในร่างกาย


บำรุงกระดูก และฟัน เพราะกะหล่ำปลีมีแคลเซียม และฟอสฟอรัส


เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันหวัด


ช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร


ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้


ต่อต้านมะเร็งในตับ และมะเร็งต่อมลูกหมาก


แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง


บรรเทาอาการท้องผูก


ชะลอการเกิดผมหงอก เพราะกะหล่ำปลีช่วยบำรุงรากผม กระตุ้นการทำงานของผมเพื่อเสริมสร้างโปรตีนเคราติน ทำให้ผมเงางามมีน้ำหนัก สุขภาพดี


ช่วยขับปัสสาวะ สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องปัสสาวะกะปริบกะปรอย




อันตรายจากกะหล่ำปลี

แม้ว่ากะหล่ำปลีจะมีประโยชน์มากมาย แต่กะหล่ำปลีมีกอยโตรเจน ที่เข้าไปยับยั้งการดูดซึมไอโอดีน ซึ่งทำให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนได้น้องลงไปกว่าเดิม จึงไม่เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคไฮโปไทรอยด์ และกะหล่ำปลียังอาจมีสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงพอสมควร จึงควรแกะออกมาแช่น้ำ และล้างเป็นใบๆ ก่อนรับประทาน


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :Med Thai

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

โรค “สะเก็ดเงิน” มีอาหารแสลงหรือไม่?


โรค “สะเก็ดเงิน” มีอาหารแสลงหรือไม่?




สนับสนุนเนื้อหา


เราอาจจะเคยเห็นอาการของโรคสะเก็ดเงินกันมาบ้างแล้วตามอินเตอร์เน็ต หรือบางคนอาจจะเคยพบเห็นผู้ป่วยโรคนี้ในชีวิตประจำวัน มากที่สุดก็มีคนในครอบครัวเป็น หรือคุณอาจจะเป็นโรคนี้เอง แม้ว่าหลายคนจะรู้จักชื่อของโรคนี้ และอาการที่พบอย่าง “ผื่นแดงหนาตกสะเก็ดเต็มตัว” กันเป็นอย่างดี แต่น่าจะมีอีกหลายอย่างเกี่ยวกับโรคนี้ที่คุณอาจไม่มีความรู้มากเพียงพอ Sanook! Health จึงนำข้อมูลจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย มาให้เราได้ทความรู้จักกับโรคสะเก็ดเงินกันมากขึ้น

>> “โรคสะเก็ดเงิน” ไม่ใช่โรคติดต่อ-ไม่หายขาดแต่ลดอาการกำเริบได้
โรคสะเก็ดเงิน คืออะไร?

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังที่ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบได้ทุกเพศ ทุกวัย เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน ทำให้การแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วกว่าปกติ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของผิวหนังจึงไม่สมบูรณ์


โรคสะเก็ดเงิน มีอาการอย่างไร?

ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จะมีผื่นแดงหนาขอบเขตชัดเจน มีสะเก็ดเงินปกคลุม เมื่อขูดลอกสะเก็ดออกจะพบจุดเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนัง มักเป็นบริเวณข้อศอก หัวเข่า หน้าแข้ง ผื่นอาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่กระจายทั่วร่างกาย ศีรษะจะมีผื่นแดงลอกเป็นขุยขาวคล้ายรังแค เล็บอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เล็บหนา เนื้อเล็บผุกร่อน ลอกเป็นขุยขาวหรือมีหลุมเล็กๆ บริเวณผิวเล็บ และอาจมีอาการปวดข้อ


โรคสะเก็ดเงิน มีโอกาสหายขาดหรือไม่?

อย่างที่ทราบกันว่าโดยทั่วไปว่า โรคสะเก็ดเงินเป็นโรค เรื้อรังและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่ในปัจจุบันแม้จะยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ก็มียาที่ดีมากๆ ซึ่งทำให้ร่องรอยของโรคเกลี้ยงได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็ยังต้องใช้ยาหรือการรักษาต่อเนื่อง


สมุนไพร และแพทย์ทางเลือกเพื่อการรักษาโรคสะเก็ดเงิน


แพทย์หลายคนเตือนในเรื่องของการซื้อยาตรงทางออนไลน์ทั้งหลาย เพราะในบางครั้งได้ยาหรือสิ่งที่อ้างว่ารักษาหายขาดได้ แต่กลายเป็นยาหรือสิ่งที่ไม่ปลอดภัยกับสุขภาพ และไม่มีการรับรองมาตรฐานเลย ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการเข้ารับการรักษาจากแพทย์โดยตรงจะปลอดภัย และเห็นผลดีที่สุด

อาหารแสลงของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน

เมื่อดูจากการศึกษาหรืองานวิจัยทั่วโลกจะพบว่า สำหรับสะเก็ดเงินนั้นไม่มีอาหารแสลงตรงๆ ที่ทำให้เกิดโรค แต่ในผู้ป่วยแต่ละท่านอาจจะมีอาหารบางชนิดที่เมื่อรับประทานแล้วเกิดมีอาการคันหรือในบางท่านก็เล่าว่าผื่นเห่อขึ้น ซึ่งจะเป็นกรณีๆ ไป อย่างไรก็ตามสิ่งที่แพทย์ทุกคนขอ คืออยากให้ผู้ป่วยสะเก็ดเงินรักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกิน ค่าดัชนีมวลกาย (ค่ามาตรฐาน BMI) หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อย่าอ้วน เพราะเมื่อน้ำหนักตัวเกินการรักษาโรคสะเก็ดเงินจะยากขึ้น ควบคุมโรคได้ยาก อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือแอลกอฮอล์เมื่อดื่มแอลกอฮอล์มากๆ จะทำให้โรคกำเริบมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

>> 7 พฤติกรรมกระตุ้นอาการ “สะเก็ดเงิน”

ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน
ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน หรือมีอาการปวดข้อร่วมด้วย สามารถเดินเพื่อเป็นการออกกำลังกายเป็นประจำได้ง่ายๆ ทุกวัน


อยู่ในความดูแลของแพทย์เป็นครั้งคราวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรับประทานยาบางตัว ควรจะต้องมีการติดตามดูแลเช่นการเจาะเลือด มีการเอ็กซเรย์ปอดเป็นระยะๆ


ให้กำลังใจกันและกันไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินด้วยกันเอง แพทย์กับผู้ที่เป็นสะเก็ดเงิน รวมทั้งผู้ที่อยู่รอบข้าง ขอให้เป็นกำลังใจในการรักษา และการดูแลตัวเองกับผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินด้วย ทุกคนก็จะอยู่กับสะเก็ดเงินได้อย่างมีความสุขและผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินก็จะเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและของสังคมตลอดไป


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :รศ. พญ. ณัฏฐา รัชตะนาวิน และ ,ผศ. พญ. นฤมล ศิลปอาชา,อ. พญ.เบ็ญจ์สชีว์ ปัทมดิลก,รศ.นพ.ป่วน สุทธิพินิจธรรม

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

10 ผลไม้แก้ “ท้องผูก” อยากท้องแฟ่บเมื่อไร จัดเลย!


10 ผลไม้แก้ “ท้องผูก” อยากท้องแฟ่บเมื่อไร จัดเลย!





Jurairat N.




ปัญหา “ท้องผูก” เป็นปัญหากวนใจของสาวๆ หลายคน ถึงแม้บางคนอาจจะเป็นคนธาตุอ่อน ทานอะไรก็ถ่ายคล่องสะดวกสบายตัว แต่หากมีช่วงหนึ่งที่ต้องดำรงชีวิตต่างที่ต่างเวลา ต้องทานอาหารที่ไม่เหมือนที่เคยทานอยู่ทุกวัน อาจทำให้ปัญหา “ท้องผูก” มาเยือนก็เป็นได้ แทนที่จะหายาถ่าย หรือยาระบายมาทาน เราใช้วิธีธรรมชาติ โดยการทานผลไม้เหล่านี้ เพื่อช่วยแก้ท้องผูกกันดีกว่าค่ะ



1. มะละกอ



นอกจากมะละกอจะช่วยขับปัสสาวะแล้ว ยังช่วยขับถ่ายได้ดีอีกด้วย เพราะมะละกอสุกมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ รสชาติหวานฉำ ทานง่าย ย่อยง่าย แถมยังมีวิตามินเอสูง มีไขมัน และคอเลสเตอรอลน้อย แต่อย่าทานมากเกินไป เพราะอาจเสี่ยงต่อโรคกระดูก ข้อต่อ และอาจมีอาการเบื่ออาหาร เซื่องซึม หรือนอนไม่หลับได้



2. แอปเปิ้ล



แอปเปิ้ลมีสารแพคติน ที่ช่วยเพิ่มกากใยให้กับทางเดินอาหาร จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้วิตามินซี ที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด และยังช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย



3. กล้วย



เขาว่ากันว่าหากมีอุจจาระที่มีความแข็งระดับกล้วย ถึงจะเรียกว่าเป็นอุจจาระที่ดี ไม่เหลว และแข็งจนเกินไป ดังนั้นไม่แปลกที่ทานกล้วยแล้วจะช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น กากใย และสารอาหารในกล้วยช่วยลดอาการท้องผูกได้อย่างเห็นผล แล้วยังช่วยปรับสมดุลของระบบขับถ่ายให้เป็นปกติได้อีกด้วย



4. มะม่วงสุก



มะม่วงสุกมีวิตามินซีสูง และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน และยังช่วยทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้นอีกด้วย แต่ข้อควรระวังคือ อย่าทานมะม่วงสุกมากจนเกินไป เพราะมะม่วงสุกมีน้ำตาลมาก ระวังอ้วนได้นะคะ



5. ส้ม



เรารู้กันดีว่าส้มอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคหวัด หากอยากทานส้ม เพื่อช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ควรทานทั้งกากใยส้ม เพราะส่วนที่จะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายคือเจ้ากากใยของส้มนี่ล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นหากทานเพียงน้ำส้มคั้น อาจจะได้ประสิทธิภาพดีไม่เท่าทานทั้งผลนะคะ (ปลอกเปลือกด้วยล่ะ)



6. ลูกพรุน




Advertisement

สาวๆ หลายคนรู้จักกิตติศัพท์ของลูกพรุนกันดี ว่าทานปุ๊บ พุ่งปั๊บ เพราะลูกพรุนมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องช่วยการขับถ่าย แถมยังอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ บำรุงหัวใจ บำรุงสายตา และยังช่วยเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรงอีกด้วย



7. สัปปะรด



อีกหนึ่งผลไม้ที่เนื้อสุกมีรสฉ่ำหวาน (หากเลือกพันธุ์หวานมาทานนะ) ช่วยย่อยอาหารจำพวกโปรตีน (มื้อไหนที่ทานเนื้อสัตว์เยอะๆ เช่น เพิ่งลุยหมูกระทะมา อย่าลืมตบด้วยสัปปะรด) วิตามินซีสูง ลดการอักเสบบวมต่างๆ ในร่างกาย และที่สำคัญ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบขับถ่ายได้ดีสุดๆ



8. ละมุด



บางพื้นที่โดยเฉพาะคนในเมืองอาจจะหาทานยากสักหน่อย แต่หากได้ลองลุยตลาด แล้วพบละมุด รีบคว้าไว้ได้เลย เพราะละมุดเป็นผลไม้ที่มีกากใยอาหารมาก (หรือไฟเบอร์นั่นแหละ) จึงช่วยป้องกันโรคท้องผูกได้ดีเยี่ยม แต่ละมุดสุกน้ำตาลแอบสูงอยู่เหมือนกัน อย่าทานบ่อยจนเกินไปนะคะ



9. มะเฟือง



มาถึงอีกหนึ่งผลไม้ที่ต้องลุยตลาดถึงจะพบ แต่รับรองว่าไม่ได้หายากอย่างที่คิดแน่นอน มะเฟืองนอกจากมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆ แล้ว ยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย



10. องุ่น



รสชาติหวานอมเปรี้ยวขององุ่น นอกจากจะนำไปมาทำเป็นเครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มความสดชื่น ถูกใจสาวๆ หนุ่มๆ หลายคนแล้ว องุ่นยังเป็นมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ที่ช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกเรื้อรังได้อีกดีอีกด้วย แต่ก็อีกแหละ องุ่นหวานๆ ทานมากก็ระวังน้ำตาลขึ้นนะจ๊ะ



หลักสำคัญของการทานผลไม้เพื่อช่วยการขับถ่าย คือทานในปริมาณที่พอเหมาะ อย่าทานมากจนเกินไป ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มลง และที่สำคัญ เชื่อหรือไม่ว่าการออกกำลังกาย ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติด้วยเช่นเดียวกัน ไม่เชื่อลองลงไปวิ่งตอนเช้าๆ ดูสิ ทำเป็นประจำรับรองว่านอกจากจะหายท้องผูกแล้ว ยังช่วยให้ขับถ่ายตรงเวลาขึ้นอีกด้วยนะ



ภาพประกอบจาก istockphoto

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า