วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พบผู้ป่วย “อัมพาต” ทุกๆ 4 นาที สาเหตุจากโรค “หลอดเลือดสมอง”


พบผู้ป่วย “อัมพาต” ทุกๆ 4 นาที สาเหตุจากโรค “หลอดเลือดสมอง”




สนับสนุนเนื้อหา

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ เผยทุก 4 นาที มีผู้ป่วยอัมพาตรายใหม่เพิ่ม 1 คน และเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมาก แต่สามารถรักษาได้ หากมาพบแพทย์เร็วไม่เกิน 4 ชั่วโมงครึ่งหลังเกิดอาการ

โรคอัมพาต คืออะไร?

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองหรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคอัมพาต คือโรคของหลอดเลือดสมองที่มีความผิดปกติส่งผลให้เนื้อสมองสูญเสียหน้าที่อย่างเฉียบพลัน จนทำให้กล้ามเนื้อของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ สาเหตุของโรคอัมพาตมาจากการอุดตัน ตีบ หรือแตกของหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยสูงอายุ

ปัจจุบันคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป มีผู้ที่ป่วยโรคอัมพาต 1,880 คนต่อประชากร 100,000 คน และทุก 4 นาทีจะมีผู้ป่วยโรคอัมพาตรายใหม่ 1 คน และทุกๆ 10 นาที ผู้ป่วยอัมพาตเสียชีวิต 1 คน


กลุ่มเสี่ยงโรคอัมพาต

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค ได้แก่
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน


ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง


โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด


หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ


อ้วน


สูบบุหรี่


ไม่ออกกำลังกาย



การรักษาโรคอัมพาต

ถึงแม้โรคอัมพาตคร่าชีวิตคนไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาที่ได้ผลดี โดยเฉพาะโรคอัมพาตชนิดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน เนื่องจากมีการรักษาด้วยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ แต่จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันประชาชนได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดเพียงร้อยละ 3.8 เท่านั้น เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงอาการของโรคอัมพาตซึ่งต้องรีบมารับการรักษาให้เร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 4 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากมีอาการ และอาจกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา

ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการจากหน่วยงานของรัฐได้ทุกสิทธิการรักษา โดยโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ รวมทั้งโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งที่มีศักยภาพในการรักษาสามารถให้บริการด้วยระบบทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง(stroke fast track) เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างทันท่วงที


อาการของโรคอัมพาต

แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ อธิบายว่า ผู้ที่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ ได้แก่
ปากเบี้ยว


หลับตาไม่สนิท


แขน ขาอ่อนแรงด้านใดด้านหนึ่ง


พูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก พูดลำบาก

โดยอาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน

หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด หรือโทร 1669 เบอร์เดียวทั่วประเทศไทย ซึ่งทีมแพทย์และพยาบาลมีความพร้อมให้การรักษาอย่างทันที โดยการซักประวัติอาการเบื้องต้น ร่วมกับการตรวจเลือด และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคอัมพาตหรือไม่ หากผลการตรวจพบว่ามีภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน มีความรุนแรงของโรคไม่มากเกินไป และไม่มีข้อห้ามในการให้ยาละลายลิ่มเลือด แพทย์จะรักษาด้วยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวมีโอกาสหายเป็นปกติภายหลังการรักษาไปแล้ว 3 เดือนสูงถึงร้อยละ 50


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

วิธี "วัดความดันโลหิต" ด้วยตัวเอง ทำอย่างไรให้ถูกต้อง


วิธี "วัดความดันโลหิต" ด้วยตัวเอง ทำอย่างไรให้ถูกต้อง




สนับสนุนเนื้อหา


ความดันโลหิตของคุณสามารถบอกบางอย่าง เกี่ยวกับสภาวะสุขภาพของคุณได้ โชคดีที่คุณไม่จำเป็นต้องไปหาแพทย์ เพื่อทำการตรวจวัดระดับความดันโลหิตทุกครั้ง บทความนี้จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการตรวจ วัดความดันโลหิต ด้วยตัวเองที่บ้าน
การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจ

สิ่งที่คุณควรเตรียมตัวก่อนทำการวัดระดับความดันโลหิตมีดังนี้
คุณจำเป็นต้องฟังเสียงชีพจร ฉะนั้น คุณจึงควรหาที่เงียบสงบ ควรนั่งพักเป็นเวลาอย่างน้อย 5 นาที ก่อนที่จะทำการวัดระดับความดันโลหิต


ควรทำกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง เพื่อที่คุณจะได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ อย่าวัดระดับความดันโลหิตหากคุณรู้สึกตึงเครียด เพิ่งออกกำลังกาย รับประทานคาเฟอีน หรือสูบบุหรี่ ภายใน 30 นาทีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อผลการตรวจได้


ควรนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ เอนหลังหลังให้พิงกับเก้าอี้ ไม่ควรไขว้ขา และวางเท้าราบกับพื้น


หากคุณกำลังใส่เสื้อแขนยาว ควรม้วนแขนเสื้อขึ้นไป หากกำลังใส่เสื้อผ้ารัดแขนแน่นๆ ให้ถอดออกเสีย


วางแขนไว้ที่ระดับเดียวกับหัวใจ

ขั้นตอนในการวัดระดับความดันโลหิต

คุณสามารถวัดระดับความดันโลหิตได้ด้วยตัวเอง
เริ่มต้นจากการวัดชีพจร วางนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ตรงกลางพับข้อศอก


พันผ้ารอบต้นแขน ส่วนขอบล่างของผ้า (ส่วนหัวของหูฟังแพทย์) ควรอยู่เหนือพับข้อศอก 2.5 เซนติเมตร บริษัทผู้ผลิตอาจจะใส่ลูกศรเพื่อช่วยให้คุณทราบตำแหน่งของหูฟังของแพทย์



หากคุณใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบควบคุมด้วยมือ
ใส่หูฟังของแพทย์เพื่อฟังเสียงหัวใจเต้น แขนข้างหนึ่งถือเกจวัดความดัน (ดูเหมือนนาฬิกา) และแขนอีกข้างถือส่วนกระเปาะไว้


ปิดวาวล์ไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ (ตรงเข็มนาฬิกาข้างกระเปาะ)


บีบกระเปาะให้ปลอกแขนวัดความดันโลหิตพองขึ้น ขณะที่คอยจับตาดูเกจวัดความดัน หยุดบีบเมื่อเกจ์ขึ้นไปถึง 30 มิลลิเมตรปรอท เหนือความดันตัวบน (systolic pressure) ที่คาดการณ์ไว้ (ตัวเลขบนของค่าความดันโลหิต) คุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน


ขณะที่กำลังจับตามองดูเกจวัดความดัน ให้ค่อยๆ เปิดวาล์วไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ


ตั้งใจฟังเสียงให้ดี เมื่อได้ยินเสียงชีพจรให้จดจำค่าตัวเลขที่เกจวัดความดัน นับเป็นค่าเลขตัวบน เมื่อคุณได้ยินเสียงครั้งสุดท้ายให้จดบันทึกตัวเลขเป็นค่าความดันตัวล่าง (diastolic pressure)


คุณจะไม่ได้ยินเสียงชีพจร หากคุณปล่อยให้ปลอกแขนวัดความดันโลหิตยุบเร็วเกินไป ควรทำตามขั้นตอนข้างบนอีกครั้ง หลังจากผ่านไป 1 นาที


Advertisement



หากคุณใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอล
กดปุ่มที่เครื่องวัดความดัน


ปลอกแขนวัดความดันโลหิตจะพองตัวขึ้น และคุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน


ให้จดบันทึกค่าที่แสดงขึ้นบนหน้าจอของเครื่องวัดความดัน

แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณทำการวัดความดันโลหิตในเวลาที่แน่นอน คุณสามารถจดบันทึก และนำไปให้แพทย์ดูเมื่อถึงเวลาที่แพทย์นัดพบ

ทำความเข้าใจกับผลการตรวจ

คุณควรวัดระดับความดันโลหิตของคุณ 2 ถึง 3 ครั้งในคราวเดียว และใช้ตัวเลขที่คุณเห็นบ่อยที่สุด ผลการตรวจของคุณจะมีสองตัวเลข ตัวเลขบนคือค่าความดันตัวบน (120 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่านั้น คือค่าปกติ) ตัวเลขล่างคือค่าความดันตัวล่าง (80 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่านั้น คือค่าปกติ) หากตัวเลขบนของคุณคือ 140 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า หรือตัวเลขล่างของคุณคือ 90 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า นั่นหมายความว่าคุณมีโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) หากค่าความดันโลหิตของคุณนั้นมากกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท หมายความว่าคุณมีภาวะความดันโลหิตสูงเบื้องต้น (pre-hypertension)

แม้ว่าคุณจะยังไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ความเสี่ยงของคุณก็มีมาก ควรติดต่อแพทย์ ควรจำไว้ว่าเวลาส่วนใหญ่นั้น คุณจะไม่มีอาการใดๆ ของภาวะความดันโลหิต ควรตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ วิธีการนี้ไม่เจ็บ รวดเร็ว และง่าย และคุณสามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว หากคุณมีภาวะความดันโลหิตสูง การวัดระดับความดันโลหิตจะช่วยให้คุณจัดการกับโรคได้ดีขึ้น และช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :พลอย วงษ์วิไล

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก "ไต" ผิดปกติ


อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก "ไต" ผิดปกติ




สนับสนุนเนื้อหา


หากคุณมีอาการ ไตผิดปกติ การรับประทานอาหารนั้นจะมีสิ่งต่างๆ มากมายที่จำเป็นต้องระวัง บทความนี้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการวางแผนในการรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่มีอาการไตผิดปกติ
แคลอรี่

ขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณ และระดับความรุนแรงของความผิดปกติของไต แพทย์หรือผู้ดูแลสุขภาพ ก็จะมีแผนโดยเฉพาะที่แสดงให้เห็นว่า คุณสามารถบริโภคแคลอรี่ได้เท่าไหร่ในแต่ละวัน หรือแต่ละสัปดาห์ ทำตามแผนอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณ


โปรตีน

แม้ว่าโปรตีนนั้นจะดีต่อเล็บ เส้นผม และสุขภาพของคุณ แต่การบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป สำหรับผู้ที่มีอาการไตผิดปกติ สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ปรึกษากับนักโภชนาการ เพื่อหาปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม

อาหารที่มีโปรตีนต่ำ: ผัก ผลไม้ พาสต้า ข้าว และขนมปัง

อาหารที่มีโปรตีนสูง: ได้แก่ ไข่ ปลา เนื้อแดง และสัตว์ปีก

คาร์โบไฮเดรต

คุณอาจจะจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตบางชนิด มีปริมาณของฟอสฟอรัสหรือโพแทสเซียมในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้อาการของคุณแย่ลงได้ และหากคุณเป็นโรคเบาหวาน อาหารที่คุณรับประทาน ควรมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตแค่เท่าที่เพียงพอต่อความต้องการ


Advertisement


ไขมัน

ไขมันมีอยู่สองประเภท นั่นก็คือไขมัน "ดี" และ "เลว" ไขมันที่ดีต่อสุขภาพหรือไขมันดีนั้น เป็นไขมันไม่อิ่มตัว อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันดีได้แก่ น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วลิสง ไขมันไม่อิ่มตัวสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ ในบางกรณีที่คุณต้องการจะเพิ่มน้ำหนัก ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันดีมากขึ้น ในทางกลับกัน หากคุณต้องการควบคุมอาหาร คุณควรจำกัดปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว ในทำนองเดียวกันกับอาหารประเภทอื่นๆ กุญแจสำคัญคือการรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากปริมาณไขมันที่ดีต่อสุขภาพมากเกินไปก็สามารถทำให้เกิดปัญหาได้ ในทางตรงกันข้าม ไขมันเลวหรือที่รู้จักกันว่าไขมันอิ่มตัว สามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลของคุณ เช่นเดียวกับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ อาหารที่มีไขมันเลว ได้แก่ น้ำมันหมู เนยเนยขาว และเนื้อ โดยเฉพาะที่แปรรูปแล้ว


โซเดียม

โซเดียมหรือที่รู้จักกันว่า เกลือ เป็นแร่ธาตุที่สามารถพบได้ในอาหารเกือบทุกชนิด การบริโภคเกลือมากเกินไปจะทำให้คุณรู้สึกกระหาย และสามารถทำให้เกิดอาการบวม และเพิ่มความดันโลหิตได้ เป็นผลให้ไตของคุณอาจต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อกำจัดเกลือทั้งหมดที่คุณรับประทาน เพื่อไตและหัวใจของคุณ ควรจำกัดปริมาณโซเดียมที่คุณรับประทาน



โปรดจำไว้ว่าข้อมูลข้างต้นนี้ เพื่อการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพของตัวคุณเอง แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณมีข้อสงสัยหรือกังวลใจใดๆ เกี่ยวกับอาหารที่คุณต้องหลีกเลี่ยง ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษากับแพทย์ นักโภชนาการ หรือผู้ดูแลสุขภาพของคุณสำหรับคำตอบ คำแนะนำและแนวทางเพิ่มเติม


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :พลอย วงษ์วิไล

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

เช็กความเสี่ยง “กระดูกพรุน” ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุที่ต้องระวัง


เช็กความเสี่ยง “กระดูกพรุน” ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุที่ต้องระวัง





Jurairat N.




หากพูดถึง “กระดูกพรุน” อาจจะนึกถึงวัยชราผมขาวที่เดินก้มๆ เงยๆ หลังงุ้มงอ และต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเดิน แต่จริงๆ แล้วโรคกระดูกพรุนใกล้ตัวเรามากกว่านั้น เพราะจริงๆ แล้วไม่ได้แค่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่เสี่ยงต่อโรคนี้ แล้วเราก็คงยังไม่อยากจะใช้ไม้เท้าช่วยเดิรกันตั้งแต่อายุยังน้อยจริงไหม? มาเช็กกันดีกว่าว่าคุณอยู่ใน “กลุ่มเสี่ยงฎ โรคกระดูกพรุนหรือเปล่า


กลุ่มเสี่ยงที่ควรรับการตรวจความหนาแน่นของกระดูก เพื่อเช็กภาวะกระดูกพรุน
ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป


ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี ซึ่งหมายถึงรวมผู้ที่ถูกตัดรังไข่ทั้งสองข้าง


ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักตัวน้อย (มีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)


ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีส่วนสูงลดลงตั้งแต่ 4 เซนติเมตรขึ้นไป


ผู้ที่มีประวัติกระดูกหักจากภยันตรายแบบไม่รุนแรง


ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด ที่ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง


ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วย aromatase inhibitors หรือผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ได้รับการรักษาด้วย androgen deprivation therapy


ตรวจพบภาวะกระดูกบาง หรือกระดูกสันหลังยุบจากภาพถ่ายรังสี


สาเหตุของกระดูกพรุน

จากกลุ่มเสี่ยงจะเห็นได้ว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน คือ การสูญเสียฮอร์โมนเพศหญิง เนื่องจากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือได้รับการผ่าตัดรังไข่ทิ้งก่อนอายุครบ 45 ปี นอกจากนี้อีกปัจจัยหนึ่งคือ อายุที่มากขึ้น เพราะเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี กระดูกจะบางลง 1-3% ทุกปี


ปัจจัยเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน


เป็นชาวผิวขาว หรือเอเชีย


ขาดวิตามินดี หรือแคลเซียม


น้ำหนักน้อย


ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล เช่น โรคต่อมไทรอยด์


ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ


เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคตับ โรคทางเดินอาหารผิดปกติ


สูบบุหรี่


ใช้ยาสเตียรอยด์เกินขนาด


สูบบุหรี่



การป้องกันโรคกระดูกพรุน
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ โดยเฉพาะแคลเซียม และวิตามินดี


หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงสารคาเฟอีน เนื่องจากมีผลทำลายกระดูก


งดสูบบุหรี่


ตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ควรเข้ารับการตรวจวัดมวลกระดูก


การรักษาโรคกระดูกพรุน

แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีรับประทานยา และฉีดยา โดยจะพิจารณาความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ผศ. พญ. คะนึงนิจ กิ่งเพชร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย,ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

“เชื้ออะมีบากินสมอง” ภัยร้ายที่มากับแม่น้ำ-แหล่งน้ำธรรมชาติ


“เชื้ออะมีบากินสมอง” ภัยร้ายที่มากับแม่น้ำ-แหล่งน้ำธรรมชาติ




สนับสนุนเนื้อหา


มีผู้ป่วยหลายคนที่ประสบอุบัติเหตุรถตกคูคลองน้ำ หรือพลัดตกเรือตกท่าในแม่น้ำลำคลองตามธรรมชาติต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นน้ำใสๆ ที่ดูไม่น่ามีพิษมีภัย หรืออาจจะเป็นน้ำสีคล้ำดำที่ส่งกลิ่นเหม็นมาจางๆ หรือภาษาชาวบ้านเราเรียกว่า "น้ำเน่า" จากการทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง สารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม และการระบายน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

ที่น่ากลัวคือบ้านเรามีแหล่งน้ำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หรือมี "เชื้ออะมีบา" แบบนี้อยู่เยอะเสียด้วยสิ



เชื้ออะมีบา คืออะไร?

เชื้ออะมีบา เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเป็นโปรโตซัวชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่รู้จักกันดี พบได้ในน้ำจืด โดยปกติอยู่ในพืชผักที่เน่าเปื่อย จมอยู่ในลำน้ำ อะมีบาที่ก่อให้เกิดโรคในคนได้ เป็นอะมีบาที่อาศัยเป็นอิสระ ในธรรมชาติตามแหล่งน้ำ ดิน โคลนเลน



เชื้ออะมีบากินสมอง คืออะไร?

แท้ที่จริงแล้ว เชื้ออะมีบากินสมอง คือ "โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา" โดยมีสาเหตุมาจากเชื้ออะมีบาชนิดที่เป็นอันตรายต่อคนที่มีชื่อว่า ชนิดนีเกลอเรีย (Naegleria fowleri) เชื้ออะมีบาชนิดนี้จะอาศัยอยู่แหล่งน้ำจืดธรรมชาติที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง หรือแหล่งน้ำขังในเขตอุตสาหกรรม และในดินในเขตร้อนหรือเขตอบอุ่นเกือบทั่วโลก ดังนั้นจึงรวมถึงแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติในประเทศไทยด้วย



เชื้ออะมีบาเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?

เชื้ออะมีบาเข้าสู่ร่างกายผ่านการสำลักเข้าจมูก หรือปาก โดยเชื้อจะผ่านเข้าไปทางประสาทรับรู้กลิ่นภายในจมูก และเข้าสู่สมอง ทำให้เกิดเยื้อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลัน โดยผู้ป่วยอาจเสียชีวิตภายใน 10 วัน



โอกาสที่จะเกิด “เชื้ออะมีบากินสมอง”

จริงๆ แล้วถือว่าสถิติของผู้ป่วยที่พบในประเทศไทยถือว่าน้อยมาก หากเปรียบเทียบกับจำนวนเด็กที่เสียชีวิตจากการจมน้ำ แต่ถึงกระนั้นหากไม่อย่างเพิ่มโอกาสเสี่ยงให้กับบุตรหลาน ก็ไม่ควรมองข้ามโอกาสเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้



อาการของ เชื้ออะมีบากินสมอง หรือ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา


1. เริ่มแรกมีอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดา คัดจมูก น้ำมูกไหล มีไข้ต่ำๆ และปวดศีรษะ โดยมีอาการเหล่านี้อยู่ 2-3 วัน

2. หลังจากนั้นจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีอาการซึม เพ้อ อาจอาเจียน และคอแห้งร่วมด้วย อาการเหล่านี้จะเป็นขึ้นมาเฉียบพลัน และหนักมากจนอาจหมดสติภายในเวลา 3 วัน เนื่องจากสมองบางส่วนติดเชื้อจนมีหนอง และเนื้อสมองตายบางส่วน

3. สุดท้ายอาจเสียชีวิตจากการหมดสติอย่างลึก ระบบหายใจ และระบบการทำงานของหัวใจล้มเหลว





วิธีรักษาเชื้ออะมีบากินสมอง หรือ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่าการรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้ออะมีบาเหล่านี้มักไม่ได้ผล ผู้ป่วยเกือบทุกรายมักเสียชีวิต เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะถึงมือแพทย์เมื่อมีอาการหนักมาก และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว แพทย์ทำได้เพียงวินิจฉัยผู้ป่วยหลังเสียชีวิตโดยการตรวจทางพยาธิวิทยา อย่างไรก็ตามอาจรักษาได้บ้างหากสามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก



วิธีป้องกันเชื้ออะมีบากินสมอง หรือ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา

1. ระมัดระวังในการลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด หรือต้องสงสัยว่าจะมีสิ่งแปลกปลอมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งน้ำอุ่นบริเวณรอบแหล่งอุตสาหกรรม แหล่งปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำ

2. หันมาเล่นน้ำในสถานที่ที่มีการทำความสะอาด และใส่สารฆ่าเชื้อโรคอย่าง คลอรีน เป็นประจำ เช่น สระว่ายน้ำที่ได้มาตรฐาน

3. หากมีอาการคล้ายไข้หวัดหลังจากลงเล่นน้ำธรรมชาติ ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติควรรีบนำส่งแพทย์ทันที



ถึงแม้โรคนี้จะน่ากลัว และมีโอกาสที่จะได้รับการรักษาจนหายได้อย่างทันทีท่วงทีค่อนข้างน้อย แต่ก็ใช่ว่าเราจะระวังไม่ให้เป็นไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุ คือเล่นน้ำในแหล่งน้ำที่สะอาด และรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ให้ดีกันดีกว่าค่ะ



ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก med.cmu.ac.th, tm.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก istockphoto

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า