วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เตือนผู้สูงอายุเสี่ยง "กระดูกพรุน" ไม่รักษาอาจอันตรายถึงชีวิต


เตือนผู้สูงอายุเสี่ยง "กระดูกพรุน" ไม่รักษาอาจอันตรายถึงชีวิต




สนับสนุนเนื้อหา


ในปี 2562 จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรเด็ก คือ มีผู้สูงวัย 18% เด็ก 15.9% และในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คือมีประชากรสูงวัย มากกว่า 20% และในปี 2574 จะมีอัตราส่วนของผู้สูงวัย 28 % จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ
ผู้สูงวัย เสี่ยงโรคกระดูกพรุน

ศ.นพ.อารี ตนาวลี ประธานราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสนใจเรื่องกระดูกหักในผู้สูงวัยจากโรคกระดูกพรุนค่อนข้างมากจากสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทย หลายหน่วยงานจึงร่วมกันรณรงค์ เพราะหากไม่ได้รับการรักษาในแนวทางที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเสียชีวิต ประมาณ 20-25 % ในปีแรก และคนไข้บางรายไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติได้ ซึ่งทางราชวิทยาลัยฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของอันตรายจากภาวะดังกล่าว แพทย์ออร์โธปิดิกส์จึงได้ร่วมมือกันในการให้ความสำคัญ ดูแลผู้ป่วยกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหักซ้ำของกระดูก

ทั้งนี้ กระดูกหักในผู้ป่วยที่มีกระดูกพรุน พบได้บ่อยกว่าที่คิด ทุกๆ 3 วินาทีจะมีกระดูกหักใหม่เกิดขึ้น ประชากรทั่วโลกมีสตรีที่เป็นโรคกระดูกพรุนประมาณ 200 ล้านคน ข้อมูลในประเทศไทย 1 ใน 5 ของผู้หญิงอายุ 40-80 ปี เป็นโรคกระดูกพรุน ตำแหน่งที่พบบ่อยจากการหกล้ม คือกระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ ส่วนกระดูกสันหลังหักอาจพบโดยเกิดกระดูกยุบตัว จากอุบัติเหตุหรือเกิดขึ้นเอง และหากภาวะกระดูกพรุนไม่ถูกควบคุมดีพอก็อาจเกิดการหักซ้ำได้ในส่วนอื่นๆ โดยราชวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการรณรงค์ให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปตระหนักถึงภาวะกระดูกพรุนและจะนำเดินต่อไปให้เป็นวงกว้างมากขึ้น


โรคกระดูกพรุน คืออะไร?

รศ.นพ.สัตยา โรจนเสถียร ว่าที่ประธานอนุสาขาเมตาบอลิกและผู้สูงอายุ กล่าวว่า โรคกระดูกพรุนคือโรคที่คนไข้มีมวลกระดูกต่ำ โครงสร้างกระดูกเสื่อมโทรมและกระดูกหักง่ายแม้เพียงการล้มเบาเบา ผลกระทบสำคัญของโรคกระดูกพรุนคือกระดูกหักในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูกข้อมือหัก กระดูกสันหลังหัก กระดูกสะโพกหัก กระดูกต้นแขนหัก กระดูกเชิงกรานหัก



อันตรายจากโรคกระดูกพรุน

การมีกระดูกหักในตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คุณภาพชีวิตลดลง คนไข้มีความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันด้อยลง และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเร็วกว่าเวลาอันสมควร คนไข้ที่เคยมีกระดูกหักจากภยันตรายที่ไม่ร้ายแรงเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณภาพกระดูกไม่ดี และเป็นโรคกระดูกพรุน คนไข้เหล่านี้มีโอกาสเกิดกระดูกหักซ้ำได้มากกว่าประชากรทั่วไปหลายเท่า การป้องกันก่อนกระดูกหักจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันการป้องกันมีให้กระดูกหักซ้ำในผู้ป่วยซึ่งเคยมีกระดูกหักมาแล้วยิ่งมีความสำคัญอย่างมาก มีข้อมูลแสดงว่า ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ไม่ได้รับยารักษาโรคกระดูกพรุน มีอัตราตายมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาถึงสองเท่า


การรักษาโรคกระดูกพรุน

รศ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์ ประธานอนุสาขาเมตาบอลิกและผู้สูงอายุ กล่าวว่า การรักษาโรคกระดูกพรุนไม่ยาก เริ่มต้นจากการวินิจฉัยในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีประวัติกระดูกหัก หรือ กระดูกสันหลังยุบ, คนไข้ที่หมดประจำเดือนเร็ว, ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีและน้ำหนักน้อยกว่า 45 กิโลกรัม ส่งตรวจค่ามวลกระดูก และตรวจเลือดเพิ่มเติม เมื่อวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว จึงเลือกใช้ยาตามข้อบ่งชี้ ยามี 2 กลุ่มหลักๆ คือ ยาต้านการสลายกระดูก และยากระตุ้นการสร้างกระดูก ซึ่งควรพิจารณาเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสม สุดท้ายคือ ติดตามผล โดยตรวจวัดมวลกระดูก ทุก 1-2 ปี


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย

ภาพ :iStock
หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

5 วิธีกินยาสมุนไพรแบบผิดๆ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต


5 วิธีกินยาสมุนไพรแบบผิดๆ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต





Jurairat N.




มีความเชื่อกันว่ายาสมุนไพรปลอดภัย และให้ผลดีกว่ายาฝรั่ง หรือยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยหลายคน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง มักหันเหมาเลือกทานยาสมุนไพร ด้วยเข้าใจว่ายาสมุนไพรมาจากธรรมชาติ ไม่ตกค้างที่ตับจนทำให้ตับพังเหมือนยาปฏิชีวนะ

แม้ว่ายาสมุนไพรจะดูไม่เป็นอันตราย แต่หากทานไม่ถูกวิธี ก็อาจให้โทษ และทำอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน



อันตรายจากสมุนไพรที่คุณอาจมาเคยรู้
ยาสมุนไพร อาจทำให้เกิดอาการแพ้

ก็เหมือนกับยาปฏิชีวนะ ที่สมุนไพรสามารถทำให้คุณเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน อาการแพ้ที่เกิดขึ้นมีทั้งอาการเล็กๆ น้อยๆ อย่างผื่นคัน ไปจนถึงคลื่นไส้ อาเจียน หูอื้อ ตามัว ลิ้นชา ใจสั่น ใจเต้น หรืออาจหลอดเลือดบวม ความดันโลหิตต่ำเฉียบพลันได้


ยาสมุนไพร อาจเป็นพิษต่อร่างกาย

หากยาปฏิชีวนะทำให้ตับหรือไตพังได้ ยาสมุนไพรก็อาจทำได้เช่นกัน เพราะยาสมุนไพรบางชนิดอาจเป็นพิษต่อตับ จนทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้ โดยอาจทำให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะเหลืองผิดปกติ สำหรับอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับไต อาจพบเนื้อพังผืดเกิดขึ้นในไต และอาจเกิดภาวะไตวายได้


ยาสมุนไพร อาจมีผลข้างเคียง

แม้ว่าจะประกอบไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติที่น่าจะไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอะไร แต่อันที่จริงแล้วผลข้างเคียงเหล่านี้อาจรบกวนร่างกายโดยที่คุณอาจไม่ทราบ หรืออาจรบกวนโรคอื่นๆ ที่คุณอาจกำลังเป็นอยู่ด้วยก็ได้ เช่น กระเทียม ที่คนมักหามาทานเพื่อช่วยลดความดันโลหิต แต่มีผลข้างเคียงคือ เลือดออกง่าย ดังนั้นหากจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด อาจจะต้องหยุดทานก่อน เป็นต้น



ยาสมุนไพร ไม่ได้รักษาได้ทุกโรค

จริงๆ แล้วบ้านเราสนับสนุนการใช้ยาสมุนไพรกับโรคเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น เป็นหวัด มีไข้ เจ็บคอ มากกว่าโรคร้ายแรง โรคเรื้อรัง หรือโรคติดเชื้อ เพราะหากเป็นโรคอย่าง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือวัณโรค อาจยังไม่มีงานวิจัยออกมาพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ารักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นยาสมุนไพรอาจยังไม่ใช่ทางออกของการรักษาที่แท้จริง

นอกจากนี้ อาการเจ็บป่วยขั้นรุนแรง เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาสมุนไพรเช่นกัน เพราะยาสมุนไรมักให้การรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นหากมีอาการรุนแรงที่ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ควรพบแพทย์จะดีกว่า


ยาสมุนไพร ใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะไม่ได้เสมอไป

ใครที่คิดว่าสองแรงแข็งขัน ยาที่หมอให้มาก็ทาน ยาสมุนไพรที่ซื้อมาเองก็ทาน บางครั้งอาจเป็นการเพิ่มฤทธิ์ของการรักษามากจนเกินไป จนอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น หากกำลังรับยาลดความดันอยู่ แต่ไปทานยาสมุนไพรกระเทียมที่ช่วยลดความดันโลหิตลงไปอีก อาจเป็นการลดความดันลงมากเกินไปจนกลายเป็นความดันต่ำได้

ดังนั้นหากรับการรักษาจากแพทย์อยู่แล้ว อาจนำยาสมุนไพรไปปรึกษาแพทย์ก่อนว่าสามารถทานควบคู่กับยาปฏิชีวนะได้หรือไม่ เพื่อที่หมอจะได้จัดเตรียมปริมาณในการทานยาทั้งสองชนิดได้อย่างเหมาะสม



ไม่ว่าจะทานยาอะไร ควรศึกษาหาข้อมูลให้แน่ใจก่อนทาน ทั้งศึกษาด้วยตนเอง และปรึกษาเภสัชกรในร้ายขายยาใกล้บ้านก็ได้ เพราะการทานยาจากคำโฆษณาชวนเชื่อ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้อย่างไม่ทันตั้งตัว


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :หมอชาวบ้าน,สุขสาระ -ตุลาคม 2556

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

10 ประโยชน์ดีๆ จาก "ตะไคร้" แก้กระหาย-บำรุงสมอง


10 ประโยชน์ดีๆ จาก "ตะไคร้" แก้กระหาย-บำรุงสมอง





Jurairat N.




สมุนไพรของไทยทั้งดีทั้งราคาถูกมีอยู่ตามท้องตลาดมากมาย นบเป็นโชคดีของคนไทยจริงๆ นะคะ หนึ่งในนั้นที่รับรองว่าต้องเป็นของโปรดของใครหลายๆ คน นั่นก็คือ “ตะไคร้” นั่นเอง นอกจากจะนำมาปรุงอาหารได้อร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ดีๆ อีกเพียบ จนคุณต้องอยากทานตะไคร้ไปทุกวันแน่นอน


10 ประโยชน์ดีๆ จากตะไคร้
ช่วยแก้กระหายน้ำได้ โดยสามารถนำตะไคร้ไปต้มกับน้ำ และอาจเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มความรสชาติ และความสดชื่นได้อีกนิด


ช่วยบำรุงรักษาสายตา ให้ดวงตามีสุขภาพดี สดใสอยู่เสมอ


ช่วยบำรุงสมองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มสมาธิ วัยเรียน และวัยทำงานจะจิบไปด้วย อ่านหนังสือ หรือทำงานไปด้วยก็ได้


ช่วยในการนอนหลับ ทำให้สมองผ่อนคลายจากความตึงเครียด นอนหลับพักผ่อนได้ง่ายขึ้น


เป็นส่วนผสมของยาทา ยาฉีด เพื่อไล่แมลงได้ดี และปลอดภัยจากสารเคมี


ช่วยดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์อื่นๆ ในการประกอบอาหารได้ดี


เป็นส่วนผสมของยานวด ที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อได้


บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้องได้ดี


บรรเทาอาการหวัด โดยเฉพาะอาการไอได้


ลดอาการปวดศีรษะ และช่วยลเความดันโลหิตลงได้




วิธีทาน/ใช้ตะไคร้ให้ได้ประโยชน์

นอกจากการใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมของอาหารต่างๆ ทั้งหั่นเป็นท่อนๆ ในต้มยำ ยัไส้ปลานึ่ง และสับละเอียดในยำปลาทู ยำปลากระป๋องแล้ว ยังสามารถนำมาต้มน้ำเป็นเครื่องดื่ม จิบดื่มเหมือนชายามมีอาหารหวัด ไอ เจ็บคอ กระหายน้ำ และยังสามารถสับหรือโขลก เป็นส่วนผสมของสมุนไพรที่อยู่ในลูกประคบ-นวดสมุนไพร เพื่อคลายกล้ามเนื้อได้อีกด้วย


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :Med Thai

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

พบผู้ป่วย “อัมพาต” ทุกๆ 4 นาที สาเหตุจากโรค “หลอดเลือดสมอง”


พบผู้ป่วย “อัมพาต” ทุกๆ 4 นาที สาเหตุจากโรค “หลอดเลือดสมอง”




สนับสนุนเนื้อหา

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ เผยทุก 4 นาที มีผู้ป่วยอัมพาตรายใหม่เพิ่ม 1 คน และเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมาก แต่สามารถรักษาได้ หากมาพบแพทย์เร็วไม่เกิน 4 ชั่วโมงครึ่งหลังเกิดอาการ

โรคอัมพาต คืออะไร?

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองหรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคอัมพาต คือโรคของหลอดเลือดสมองที่มีความผิดปกติส่งผลให้เนื้อสมองสูญเสียหน้าที่อย่างเฉียบพลัน จนทำให้กล้ามเนื้อของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ สาเหตุของโรคอัมพาตมาจากการอุดตัน ตีบ หรือแตกของหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยสูงอายุ

ปัจจุบันคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป มีผู้ที่ป่วยโรคอัมพาต 1,880 คนต่อประชากร 100,000 คน และทุก 4 นาทีจะมีผู้ป่วยโรคอัมพาตรายใหม่ 1 คน และทุกๆ 10 นาที ผู้ป่วยอัมพาตเสียชีวิต 1 คน


กลุ่มเสี่ยงโรคอัมพาต

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค ได้แก่
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน


ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง


โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด


หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ


อ้วน


สูบบุหรี่


ไม่ออกกำลังกาย



การรักษาโรคอัมพาต

ถึงแม้โรคอัมพาตคร่าชีวิตคนไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาที่ได้ผลดี โดยเฉพาะโรคอัมพาตชนิดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน เนื่องจากมีการรักษาด้วยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ แต่จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันประชาชนได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดเพียงร้อยละ 3.8 เท่านั้น เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงอาการของโรคอัมพาตซึ่งต้องรีบมารับการรักษาให้เร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 4 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากมีอาการ และอาจกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา

ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการจากหน่วยงานของรัฐได้ทุกสิทธิการรักษา โดยโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ รวมทั้งโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งที่มีศักยภาพในการรักษาสามารถให้บริการด้วยระบบทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง(stroke fast track) เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างทันท่วงที


อาการของโรคอัมพาต

แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ อธิบายว่า ผู้ที่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ ได้แก่
ปากเบี้ยว


หลับตาไม่สนิท


แขน ขาอ่อนแรงด้านใดด้านหนึ่ง


พูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก พูดลำบาก

โดยอาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน

หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด หรือโทร 1669 เบอร์เดียวทั่วประเทศไทย ซึ่งทีมแพทย์และพยาบาลมีความพร้อมให้การรักษาอย่างทันที โดยการซักประวัติอาการเบื้องต้น ร่วมกับการตรวจเลือด และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคอัมพาตหรือไม่ หากผลการตรวจพบว่ามีภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน มีความรุนแรงของโรคไม่มากเกินไป และไม่มีข้อห้ามในการให้ยาละลายลิ่มเลือด แพทย์จะรักษาด้วยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวมีโอกาสหายเป็นปกติภายหลังการรักษาไปแล้ว 3 เดือนสูงถึงร้อยละ 50


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

วิธี "วัดความดันโลหิต" ด้วยตัวเอง ทำอย่างไรให้ถูกต้อง


วิธี "วัดความดันโลหิต" ด้วยตัวเอง ทำอย่างไรให้ถูกต้อง




สนับสนุนเนื้อหา


ความดันโลหิตของคุณสามารถบอกบางอย่าง เกี่ยวกับสภาวะสุขภาพของคุณได้ โชคดีที่คุณไม่จำเป็นต้องไปหาแพทย์ เพื่อทำการตรวจวัดระดับความดันโลหิตทุกครั้ง บทความนี้จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการตรวจ วัดความดันโลหิต ด้วยตัวเองที่บ้าน
การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจ

สิ่งที่คุณควรเตรียมตัวก่อนทำการวัดระดับความดันโลหิตมีดังนี้
คุณจำเป็นต้องฟังเสียงชีพจร ฉะนั้น คุณจึงควรหาที่เงียบสงบ ควรนั่งพักเป็นเวลาอย่างน้อย 5 นาที ก่อนที่จะทำการวัดระดับความดันโลหิต


ควรทำกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง เพื่อที่คุณจะได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ อย่าวัดระดับความดันโลหิตหากคุณรู้สึกตึงเครียด เพิ่งออกกำลังกาย รับประทานคาเฟอีน หรือสูบบุหรี่ ภายใน 30 นาทีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อผลการตรวจได้


ควรนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ เอนหลังหลังให้พิงกับเก้าอี้ ไม่ควรไขว้ขา และวางเท้าราบกับพื้น


หากคุณกำลังใส่เสื้อแขนยาว ควรม้วนแขนเสื้อขึ้นไป หากกำลังใส่เสื้อผ้ารัดแขนแน่นๆ ให้ถอดออกเสีย


วางแขนไว้ที่ระดับเดียวกับหัวใจ

ขั้นตอนในการวัดระดับความดันโลหิต

คุณสามารถวัดระดับความดันโลหิตได้ด้วยตัวเอง
เริ่มต้นจากการวัดชีพจร วางนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ตรงกลางพับข้อศอก


พันผ้ารอบต้นแขน ส่วนขอบล่างของผ้า (ส่วนหัวของหูฟังแพทย์) ควรอยู่เหนือพับข้อศอก 2.5 เซนติเมตร บริษัทผู้ผลิตอาจจะใส่ลูกศรเพื่อช่วยให้คุณทราบตำแหน่งของหูฟังของแพทย์



หากคุณใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบควบคุมด้วยมือ
ใส่หูฟังของแพทย์เพื่อฟังเสียงหัวใจเต้น แขนข้างหนึ่งถือเกจวัดความดัน (ดูเหมือนนาฬิกา) และแขนอีกข้างถือส่วนกระเปาะไว้


ปิดวาวล์ไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ (ตรงเข็มนาฬิกาข้างกระเปาะ)


บีบกระเปาะให้ปลอกแขนวัดความดันโลหิตพองขึ้น ขณะที่คอยจับตาดูเกจวัดความดัน หยุดบีบเมื่อเกจ์ขึ้นไปถึง 30 มิลลิเมตรปรอท เหนือความดันตัวบน (systolic pressure) ที่คาดการณ์ไว้ (ตัวเลขบนของค่าความดันโลหิต) คุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน


ขณะที่กำลังจับตามองดูเกจวัดความดัน ให้ค่อยๆ เปิดวาล์วไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ


ตั้งใจฟังเสียงให้ดี เมื่อได้ยินเสียงชีพจรให้จดจำค่าตัวเลขที่เกจวัดความดัน นับเป็นค่าเลขตัวบน เมื่อคุณได้ยินเสียงครั้งสุดท้ายให้จดบันทึกตัวเลขเป็นค่าความดันตัวล่าง (diastolic pressure)


คุณจะไม่ได้ยินเสียงชีพจร หากคุณปล่อยให้ปลอกแขนวัดความดันโลหิตยุบเร็วเกินไป ควรทำตามขั้นตอนข้างบนอีกครั้ง หลังจากผ่านไป 1 นาที


Advertisement



หากคุณใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอล
กดปุ่มที่เครื่องวัดความดัน


ปลอกแขนวัดความดันโลหิตจะพองตัวขึ้น และคุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน


ให้จดบันทึกค่าที่แสดงขึ้นบนหน้าจอของเครื่องวัดความดัน

แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณทำการวัดความดันโลหิตในเวลาที่แน่นอน คุณสามารถจดบันทึก และนำไปให้แพทย์ดูเมื่อถึงเวลาที่แพทย์นัดพบ

ทำความเข้าใจกับผลการตรวจ

คุณควรวัดระดับความดันโลหิตของคุณ 2 ถึง 3 ครั้งในคราวเดียว และใช้ตัวเลขที่คุณเห็นบ่อยที่สุด ผลการตรวจของคุณจะมีสองตัวเลข ตัวเลขบนคือค่าความดันตัวบน (120 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่านั้น คือค่าปกติ) ตัวเลขล่างคือค่าความดันตัวล่าง (80 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่านั้น คือค่าปกติ) หากตัวเลขบนของคุณคือ 140 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า หรือตัวเลขล่างของคุณคือ 90 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า นั่นหมายความว่าคุณมีโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) หากค่าความดันโลหิตของคุณนั้นมากกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท หมายความว่าคุณมีภาวะความดันโลหิตสูงเบื้องต้น (pre-hypertension)

แม้ว่าคุณจะยังไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ความเสี่ยงของคุณก็มีมาก ควรติดต่อแพทย์ ควรจำไว้ว่าเวลาส่วนใหญ่นั้น คุณจะไม่มีอาการใดๆ ของภาวะความดันโลหิต ควรตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ วิธีการนี้ไม่เจ็บ รวดเร็ว และง่าย และคุณสามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว หากคุณมีภาวะความดันโลหิตสูง การวัดระดับความดันโลหิตจะช่วยให้คุณจัดการกับโรคได้ดีขึ้น และช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :พลอย วงษ์วิไล

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า