วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561


4 วิธีออกกำลังกาย บรรเทาอาการ “ข้อต่ออักเสบ”





Jurairat N.




แม้แต่คนสุขภาพดีไม่มีปัญหาเรื่องกระดูก ไขข้อ หรือกล้ามเนื้อต่างๆ ยังขี้เกียจออกกำลังกายเป็นประจำเลย ถ้าคนที่เป็นผู้ป่วยโรค “ข้อต่ออักเสบ” ที่มีอาการปวดข้อต่อตามร่างกายต่างๆ อยู่ทุกวี่ทุกวันก็คงแทบจะไม่อยากขยับร่างกายไปไหน อยากจะนั่งหรือนอนอยู่นิ่งๆ อยู่บ้านเสียด้วยซ้ำไป แต่ทราบหรือไม่ว่าการออกกำลังอย่างถูกวิธีเป็นประจำทุกวัน สามารถลดอาการปวดของข้อต่อได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าคนที่มีร่างกายปกติดีก็สามารถออกกำลังกายด้วยวิธีเหล่านี้ได้เช่นกัน


4 วิธีออกกำลังกาย บรรเทาอาการ “ข้อต่ออักเสบ”

ขยับร่างกายให้ขยายช่วงกว้างให้มากขึ้น

การพยายามยืดเส้นยืดสายตามร่างกายให้ได้มากขึ้น นอกจากจะช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นจากกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังช่วยพัฒนาสุขภาพข้อต่อให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน พยายามออกกำลังกายด้วยการยืดแขน ขา และส่วนอื่นๆ ของร่างกายให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าขณะนั้นคุณมีอาการปวดข้ออยู่ คุณก็ยังสามารถยืดข้อต่อเหล่านั้นได้เหมือนกัน เพียงแต่พยายามทำอย่างเบามือ ค่อยๆ ทำอย่างช้าๆ ไม่กระตุกยืดอย่างรุนแรง หรือรวดเร็วเกินไปเท่านั้นเอง



กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น

กล้ามเนื้อจะแข็งแรงมากยิ่งขึ้นหากได้ออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อในการเกร็งทนกับแรงต้านอะไรบางอย่างเป็นประจำ หากที่บ้านไม่มีดัมเบล ยางยืดออกกำลังกาย หรืออุปกรณ์ฟิตเนสครบครันก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะคุณสามารถใช้น้ำหนักจากร่างกายของคุณเองนี่แหละที่เป็นแรงต้านในการออกกำลังกายได้ หากปวดข้อเข่า ลองนั่งบนเก้าอี้ เอนตัวไปด้านหน้า เอาแขนและมือแนบลำตัวด้านข้าง แล้วพยายามใช้แรงจากต้นขาลุกขึ้นจากเก้าอี้มายืนบนพื้นตามปกติโดยไม่ใช้มือจับจับเก้าอี้หรืออะไรทั้งสิ้น ยืนสักครู่ นับ 1-10 ในใจ จากนั้นค่อยกลับไปนั่งลงที่เดิมอย่างช้าๆ โดยไม่ใช้มือจับที่เก้าอี้หรืออะไรทั้งสิ้นเหมือนเดิม



ทนทานต่อแรงต้านได้

สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจ คือข้อต่อต่างๆ ในร่างกายของเรามีความสำคัญในการรองรับน้ำหนักของส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเข่าที่รองรับน้ำหนักของลำตัวท่อนบนทั้งหมด หรือข้อศอก ข้อนิ้ว ที่ต้องส่งแรงออกไปเพื่อกิจกรรมต่างๆ เช่น ถือข้าวของ หยิบจับ โหน ดึง ฯลฯ ตลอดเวลา ดังนั้นลองออกกำลังกายด้วยแอโรบิก ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน จะทำให้คุณได้ออกกำลังหัวใจไปพร้อมๆ กับปอด และจะทำให้ร่างกายทนทานต่อแรงต้านอื่นๆ ไปด้วยโดยปริยาย สามารถออกกำลังกายแนวแอโรบิกได้ทุกอย่าง แต่เลือกเฉพาะที่ไม่ลงแรกกระแทกหนักๆ เช่น วิ่ง จ๊อกกิ้ง แต่สำหรับใครที่มีอาการปวดบวมข้อมากๆ ควรรอจนกว่าอาการจะทุเลาลงก่อน ค่อยออกกำลังกายด้วยวิธีนี้



รักษาสมดุลได้ดี

เพื่อฝึกให้ข้อต่อเหล่านี้ทนทานต่อแรงต้านต่างๆ ได้ ลองยืนตรงฝ่าเท้าแนบพื้น แล้วค่อยๆ ยกเท้าข้างหนึ่งสูงขึ้นจากพื้น พยายามรักษาสมดุลในการยืนด้วยขาข้างเดียวราวๆ 5 วินาที จากนั้นก็ลองสลับขาเป็นอีกข้างหนึ่ง และค่อยๆ เพิ่มเวลายืนด้วยขาข้างเดียวสลับกันไปเรื่อยๆ ครั้งละ 5 วินาที จนกลายเป็นยืนขาข้างเดียวได้นาน 30 วินาทีโดยไม่ล้มลงมาเสียก่อน ทำแบบนี้บ่อยๆ นอกจากจะช่วยรักษาสมดุลในการยืนได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มแรงต้านต่อข้อต่อให้แข็งแรงขึ้นได้ง่ายๆ





หากออกกำลังกายตามวิธีเหล่านี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแย่ลง อาจมีความเป็นไปได้ว่าคุณอาจออกกำลังกายผิดวิธี หรือมีความผิดปกติอื่นๆ นอกจากอาการปวดข้อ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวให้ดีทั้งก่อน และหลังช่วงที่ออกกำลังกาย เพื่อออกกำลังกายได้อย่างถูกวิธี เพื่อบรรเทาอาการข้อต่ออักเสบได้จริง ไม่ทำให้อาการแย่ลงจะดีกว่า


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :Harvard Health Publishing

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

“วิ่ง” ทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้ จริงหรือไม่?





Jurairat N.




เทรนด์วิ่งยังคงเป็นที่สนใจของชาวไทยทุกเพศทุกวัยกันอยู่เรื่อยๆ ยิ่งในปีนี้มีกิจกรรมวิ่งเกิดขึ้นทางจากภาคเอกชน และภาครัฐมากมาย และแต่ละที่ก็ได้รับการตอบรับจากคนรักวิ่งอย่างท่วมท้นทุกครั้ง บ่งบอกให้เห็นว่ากระแสวิ่งยังคงไม่เลือนจางจากคนไทยไปง่ายๆ และน่าจะอยู่ไปได้อีกหลายปี

อย่างไรก็ตาม หากคิดว่าการวิ่งเหมาะกับทุกเพศทุกวัยอย่างที่คิดหรือไม่ ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่า “ไม่จริงเสมอไป” เพราะหากใครที่มีปัญหาทางสุขภาพ อาจไม่เหมาะกับการวิ่งเท่าไร



วิ่ง เสี่ยง “ข้อเข่าเสื่อม” หรือไม่?

โรคข้อเข่าเสื่อม คือ ปัญหาของการสึกหรอของกระดูกอ่อนที่อยู่ในข้อเข่า โดยอาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม อายุที่เพิ่มมากขึ้น น้ำหนักตัวมาก มีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นแต่ได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง การใช้เข่าหนักๆ หรือไม่ถูกต้อง เช่น คุกเข่า นั่งยองๆ หรืองอเข่ามากๆ นานๆ รวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับเข่า เช่น โรคไขข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เกาต์ เป็นต้น

การวิ่งที่ทำให้เข่าได้รับแรงกระแทกจากน้ำหนักตัวมากๆ บ่อยๆ จึงอาจทำให้ข้อเข่าทำงานหนัก เกิดอาการอักเสบ ปวด บวม จนอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกัน


การออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม

นอกจากวิ่งแล้ว กีฬา หรือการออกกำลังกายที่เพิ่มแรงกระแทกให้กับข้อเข่า จนเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ได้แก่ ฟุตบอล บาสเก็ตบอล วอลเล่ย์บอล และกีฬาที่เกี่ยวกับวิ่ง และการกระโดดทุกชนิด



กลุ่มเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน


ผู้สูงอายุ


ผู้ที่เล่นกีฬาอย่างหักโหม


ออกกำลังกายอย่างไร ไม่เพิ่มความเสี่ยงโรคข้อเข่าอักเสบ
เลือกออกกำลังกายที่ไม่เพิ่มแรงกระแทกกับข้อเข่า เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง (วิ่งเบาๆ ช้าๆ) เดินเร็ว ว่ายน้ำ โยคะ ปั่นจักรยาน แอโรบิก เป็นต้น


ผู้ที่มีปัญหากับกระดูก ข้อ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และผู้ที่เล่นกีฬาอย่างหักโหม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย


ก่อนออกกำลังกาย อย่าลืมวอร์มอัพร่างกายด้วยท่าแอโรบิกง่ายๆ ขยับทุกส่วนของร่างกาย 5-10 นาทีก่อนเริ่มต้นออกกำลังกาย


หากออกกำลังกายแล้วมีอาการเจ็บเข่า ควรหยุดทันที ไม่ฝืนต่อ


หลังออกกำลังกาย หากมีอาการปวดเข่า และปวดอย่างต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจ และรักษาต่อไป


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ผศ.นพ. สีหรัช งามอุโฆษ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย,โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

ลดพุง ลดหน้าท้องอย่างถูกวิธี ทำได้ เห็นผลแน่นอน




สนับสนุนเนื้อหา


หลักๆ แล้ว “พุง” เกิดจากการรับประทานอาหารมากเกินกว่าความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดตและไขมัน ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม ไปไว้ที่ตับและเซลล์ไขมันได้ในกรณีที่มีมากจนเกินไป ดังนั้นร่างกายจึงสะสมไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายในรูปของไขมัน และถึงแม้ว่าการที่มีพุงยื่นจะไม่มีอาการใดๆ ที่น่าเป็นห่วงนอกจากเรื่องของหน้าท้องใหญ่ แต่สิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งก็คือความเสี่ยงในการเป็นโรค อย่างความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด หากใครที่กำลังประสบกับปัญหาพุงยื่น อยากลดพุง ลดหน้าท้องอยู่ Tonkit360 มีวิธีมาฝากกัน

งดแป้ง ไขมัน และน้ำตาล

ลดการบริโภคหวาน เนื่องจากปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาล ในปริมาณสูงมากสุดถึง 20 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเกินมาตรฐานของกรมอนามัยโลกที่กำหนดไว้ ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ทั้งนี้ควรงดอาหารทอดกรอบและขนมขบเคี้ยวด้วย เพราะเปรียบเสมือนเป็นแหล่งไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี และยังมีผลในการลดคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีอีกด้วย ซึ่งส่งผลทำให้พุงยื่นและเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อที่เรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ



เลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และดีต่อสุขภาพ

ควรเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด ผ่านการแปรรูปและฟอกสีน้อยที่สุด โดยเน้นอาหารจำพวกผักและผลไม้ และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เนื่องจากการนอนราบทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและคุณภาพการนอนที่ลดลง สำหรับอาหารที่อาจช่วยลดพุงได้ ได้แก่ ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ เชอร์รี่ และองุ่น ชาเขียว พืชตระกูลถั่ว มันฝรั่ง กล้วย ข้าวโพด นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมไขมันต่ำหรือไม่มีไขมัน เป็นต้น



ออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายหมุนเวียนโลหิตและเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น ผู้ที่ต้องการลดหน้าท้องควรออกกำลังกายระดับปานกลาง ซึ่งหมายถึงการทำกิจกรรมออกแรงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ วันละประมาณ 30 นาที เช่น เล่นเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ โดยเน้นเล่นแบบใส่น้ำหนัก และลดการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ก็จะช่วยลดพุงที่มีไขมันสะสมได้แล้ว




ดื่มน้ำเยอะๆ

การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายให้ลดลงได้ และถ้าดื่มก่อนมื้ออาหาร 1 ชม. ก็จะช่วยลดความอยากอาหารลงได้ด้วย อีกทั้งช่วยในการย่อยอาหาร ให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แถมยังช่วยป้องกันโรคกรดไหลย้อนได้อีกด้วย ทั้งนี้ควรเลี่ยงหรืองดน้ำอัดลมน้ำหวานร่วมด้วย เพราะเป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมอย่างน้ำตาลอยู่เป็นจำนวนมาก


เลี่ยงหรืองดแอลกอฮอล์

แม้แอลกอฮอล์จะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล แต่ก็ช่วยทำให้พุงยื่นได้เหมือนกัน เพราะเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง อีกทั้งร่างกายยังเลือกเปลี่ยนแอลกอฮอล์ ให้กลายเป็นพลังงานไปใช้ก่อนสลายไขมัน ทำให้กรดไขมันที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเกิดการสะสมในร่างกาย ฉะนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงหรืองดการบริโภคแอลกอฮอล์ และวางแผนลดไขมันส่วนเกินด้วยการเปลี่ยนแปลงนิสัยการดื่ม และเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแคลอรี่ที่ได้รับจากแอลกอฮอล์



นอนให้เร็วขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ

นอนพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน เนื่องจากการนอนไม่เพียงพอและอาการอ่อนเพลีย อาจส่งผลให้รับประทานอาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อมากขึ้น แต่หากได้นอนหลับสนิทในเวลาที่เพียงพอ ฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตจะยิ่งหลั่งออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยให้มีการสร้างโปรตีนมากขึ้น และเพิ่มมวลกล้ามเนื้อทำให้ไขมันที่สะสมในร่างกายลดลง รวมถึงหากได้บริหารร่างกายเบาๆ ก่อนเข้านอน จะยิ่งช่วยให้หลับได้ง่ายและลึกขึ้น


ขอขอบคุณ

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

10 วิธีลดอาการอยากของหวาน สำหรับลดความอ้วน




สนับสนุนเนื้อหา


กฎข้อแรกๆ ของการลดความอ้วนที่ใครๆ ต่างก็ทราบดี คือการลดการทานของหวาน ศัตรูตัวฉกาจของร่างกายที่ความอร่อยสวนทางกับประโยชน์ที่ได้รับ หากเราเผลอตัวเผลอในทานเข้าไปมากๆ นอกจากมันจะลงมากองอยู่ที่พุง ต้นขา ต้นแขน แล้ว ยังก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดอุดตัน และอื่นๆ อีกมากมาย

เพราะฉะนั้น ถ้าใครรู้ตัวว่าชอบของหวานมากจนไม่สามารถหักห้ามใจได้ มาอ่านเคล็ดลับช่วยลดความอยากของหวานกันเถอะ ท่องไว้ว่า ถูกปากแต่อาจไม่ถูกใจ แต่เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น เราต้องทำ!


ลดหรือเลิกกาเฟอีน ซึ่งมีผลต่อระดับน้ำในเลือด และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณอยากกินของหวาน


ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน บางครั้งการอยากกินหวานเป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่า ร่างกายกำลังขาดน้ำ ให้ลองดื่มน้ำเปล่าสักแก้ว (อาจผสมน้ำมะนาวสด หรือน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลประมาณ 1 ช้อนชา) แล้วรอสักครู่ เพื่อดูว่ายังอยากกินของหวานอยู่หรือไม่ นอกจากนี้การดื่มน้ำสะอาดปริมาณเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ ยังช่วยลำไส้กำจัดแบคทีเรียชนิดไม่ดีออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย


กินผักที่มีรสหวานเป็นประจำ เช่น หัวหอม แครอท ฟักทอง มันหวาน แม้กระทั่งหัวไชเท้า เมื่อต้มในน้ำซุปยังมีรสหวาน การกินผักที่มีรสหวานเป็นประจำจะช่วยลดความอยากของหวานได้


หลีกเลี่ยงอาหารผ่านกรรมวิธี อาหารที่มีสารเคมี และน้ำตาลสูง รวมถึงสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอื่นๆ ด้วย


เพิ่มความกระฉับกระเฉงให้ร่างกายด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ อาจเริ่มด้วยกิจกรรมง่ายๆ เช่น เดิน หรือฝึกโยคะ เริ่มต้นในระยะเวลาสั้นๆ เช่น 15 นาที แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มเวลา การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า จึงมีส่วนช่วยลดการกินของหวานเพื่อคลายเครียด


iStock



นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักผ่อนคลาย คนส่วนใหญ่มักใช้น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่เร่งด่วน โดยเฉพาะในยามที่รู้สึกเครียด อ่อนล้า หรือขาดพลังงานทั้งร่างกาย และจิตใจ ดังนั้นหากคุณเป็นคนติดหวาน ให้ลองถามตัวเองว่าอดนอน หรือมีความเครียดหรือไม่


พิจารณาปริมาณเนื้อสัตว์ที่ทานอยู่เป็นประจำ การทานเนื้อสัตว์มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ทำให้เกิดการอยากของหวานได้ หมั่นสังเกต และปรับหาปริมาณที่สมดุล


ควรเลิกกินผลิตภัณฑ์จำพวกปราศจากไขมัน หรือไขมันต่ำ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีปริมาณน้ำตาลสูง เพื่อทดแทนรสชาติ และไขมันที่หายไป


ลองใช้เครื่องเทศต่างๆ ในการปรุงอาหาร เครื่องเทศบางชนิด เช่น อบเชย ลูกจันทน์เทศ ลูกกระวาน หรือการพลู ช่วยทำให้อาหารมีรสหวานขึ้นโดยธรรมชาติ


ฝึกใช้ชีวิตให้ช้าลง และเติมความหวานในชีวิตด้วยสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร ลองพิจารณาดูด้านต่างๆ ของชีวิตว่าคุณรู้สึกเติมเต็ม หรือขาดหายไปไหม เมื่อชีวิตคุณหวานชื่นขึ้น อาการอยากของหวานจะหายไป




ข้อสุดท้ายนี้น่าสนใจ ต้องลองพิจารณาตัวเองดีๆ ว่าเราอยากของหวาน เพราะชีวิตของเราขาดความสุข ความหวานชื่น ความสดใสกระปรี้กระเปร่าในชีวิตหรือเปล่า อย่างเพื่อนๆ รอบตัวของเรามักชอบพูดว่า “เครียดๆ แบบนี้ เย็นนี้ไปกินบิงซูกันดีกว่า” มีความเป็นไปได้ว่าเราอยากความหวานเพื่อช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิต แต่หากเรากินดีอยู่ดีไม่มีความเครียด เราอาจไม่จำเป็นที่จะต้องคอยเติมของหวานลงกระเพาะเลยก็ได้นะคะ


ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ลำไส้ดี ไม่มีโรค

ภาพ :iStock

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า